AI·การกำกับดูแล

พชร ชี้ไทยถึงเวลาออกกฎหมาย AI: 4 แนวทางคุมปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

2026-09-27 · อ่าน 2 นาที · MeshLaw กองบรรณาธิการ

ข่าวต้นเรื่อง: "พชร ชี้ไทยถึงเวลาแล้ว ต้องออกกฎหมายคุม AI แนะ 4 แนวทางคุมปัญญาประดิษฐ์" (ข่าวสด) · ค้นหาต้นฉบับ ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ต้นฉบับที่ AI เรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจากรายงานข่าวจริง 2 แหล่ง (ไม่ใช่การแปลหรือคัดลอกต้นฉบับ) ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ

การขยายตัวของ AI ในไทยกำลังท้าทายกรอบความรับผิด (Liability) และมาตรฐานการดูแล (Duty of Care) ขององค์กรอย่างหนัก ทนายความจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ซับซ้อนขึ้น

มีรายงานจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าไทยกำลังเผชิญกับกระแสเงินลงทุนต่างชาติมหาศาลในภาค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งความชัดเจนของกฎระเบียบจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน

ในบริบทที่ประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) ต่างมีแนวทางกำกับดูแลที่แตกต่างกัน การกำหนดกรอบกฎหมาย AI ของไทยจึงเป็นวาระเร่งด่วนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค

ทำไมต้องเร่งด่วน: ทุนต่างชาติไหลเข้าไทย

อุปสรรคต่อนโยบายการลงทุน: ความไม่ชัดเจนของกรอบกฎหมาย

การขาดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนและมีความแน่นอนทางกฎหมาย (Legal Certainty) กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ขัดขวางการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงและระยะเวลาคืนทุนยาวนาน ตามรายงานจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ระบุว่าปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับการไหลเข้าของเงินทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศในภาคส่วนดังกล่าว โดยนักลงทุนจะพิจารณาความมั่นคงของกฎระเบียบเป็นเกณฑ์สำคัญในการประเมินผลตอบแทนจากการลงทุน หากขาดมาตรฐานที่ชัดเจน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและอาจทำให้เงินทุนไหลไปหาประเทศที่มีกฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจมากกว่า

ดังนั้น การเร่งสร้างกรอบกำกับดูแลที่สอดคล้องกับบริบทจึงมีความเร่งด่วน เพื่อลดความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจและการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศในระยะยาว

ปัญหาหลัก: ความไม่แน่นอนของมาตรฐานสากล

ความท้าทายสำคัญที่ไทยกำลังเผชิญคือ "ความไม่แน่นอนของมาตรฐานสากล" ซึ่งเกิดจากบริบทการกำกับดูแลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละภูมิภาค ตามรายงานจากงานวิจัยในวารสาร World Trade Journal ปี 2024 ระบุว่า สหรัฐฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านกลไกตลาด ในขณะที่สหภาพยุโรป (EU) เลือกใช้แนวทางกำกับดูแลแบบครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Full-lifecycle regulation) ผ่านกฎหมาย AI Act ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะทางฉบับแรกของโลก อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่านิยามของ "ปัญญาประดิษฐ์" กว้างเกินไปจนอาจสร้างความคลุมเครือทางกฎหมาย ส่วนจีนและสิงคโปร์ก็เลือกใช้แนวทางผสมผสานระหว่างการพัฒนาตลาดกับการควบคุมความปลอดภัยของข้อมูล หรือกรอบการทำงานโดยสมัครใจตามลำดับ

ความแตกต่างของแนวทางเหล่านี้ได้สร้างอุปสรรคต่อการค้าข้ามพรมแดนและสร้างความสับสนให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากขาดมาตรฐานสากลที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน (Harmonized Standards) ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติต้องแบกรับต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Cost) ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องปรับตัวให้เข้ากับการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด ซึ่งขัดกับหลักการที่นายพชร นริพทะพันธุ์ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ได้เน้นย้ำว่า การนำรูปแบบการควบคุมแบบอุตสาหกรรมเดิมมาใช้กับ AI จะไม่ทันต่อความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องมีกลไกที่ปรับได้รวดเร็วและชัดเจน เพื่อลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ไทยในขณะนี้

มุมมองผู้ใช้งาน: ไทยในฐานะ Technology-User

ในฐานะประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลัก (Technology-User) การออกแบบกรอบกฎหมายจึงควรยึดหลัก "การปกป้องผู้รับบริการ" เป็นศูนย์กลาง มากกว่าการมุ่งเน้นการควบคุมผู้พัฒนาเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ที่ชี้ว่าไทยต้องเข้าใจปัญหาจากมุมมองของผู้ใช้จริง เนื่องจาก AI ส่งผลกระทบข้ามมิติทั้งด้านความเชื่อมั่นทางสังคม ความรับผิดทางกฎหมาย และโครงสร้างเศรษฐกิจ

เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทดังกล่าว กฎเกณฑ์ที่ออกมาควรมีลักษณะยืดหยุ่นและตอบสนองต่อพลวัตของเทคโนโลยีได้ทันที โดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมายฉบับเต็มทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิค ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้การควบคุมที่เข้มงวดเกินไปในขณะนี้ขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับกลไกการตรวจสอบแบบรอบด้านในอนาคต

  • เน้นมุมมองผู้ใช้: ออกแบบกฎเกณฑ์โดยพิจารณาจากความเสี่ยงที่ผู้บริโภคและผู้ใช้บริการต้องเผชิญเป็นหลัก
  • ความยืดหยุ่นของกลไก: สร้างระบบที่สามารถปรับตัวตามความเร็วของเทคโนโลยีได้ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบการควบคุมแบบอุตสาหกรรมเดิม
  • การประเมินผลกระทบเชิงซ้อน: พิจารณาผลต่อความเชื่อมั่นทางสังคมและการกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจก่อนกำหนดมาตรการ

4 แนวทางปฏิบัติ: จากความเสี่ยงสู่ความร่วมมือ

นายพชร นริปพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. เสนอกรอบแนวคิดในการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเน้นการออกแบบกลไกที่ปรับตัวได้ทันต่อความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แทนการนำรูปแบบการควบคุมแบบอุตสาหกรรมยุคก่อนมาปรับใช้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับพลวัตปัจจุบัน แนวทางหลักที่เสนอประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่ การกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Regulation) เพื่อให้สัดส่วนของกฎระเบียบเหมาะสมกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง การนำกฎหมายเดิมที่มีอยู่มาเป็นฐานในการบังคับใช้ก่อน เพื่อสร้างความชัดเจนทางกฎหมายในเบื้องต้น การมุ่งเน้นการเจรจาเพื่อสร้างมาตรฐาน AI ในข้อตกลงทางการค้าดิจิทัล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในฐานะผู้ใช้งานเทคโนโลยี (Technology-User) และการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อปรับกฎระเบียบได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกมิติ

การขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวต้องอาศัยการพิจารณาผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในแง่ความเชื่อมั่นทางสังคม ความรับผิดทางกฎหมาย โครงสร้างอุตสาหกรรม และการกระจายคุณค่าทางเศรษฐกิจ แม้ในขณะนี้การควบคุมที่เข้มงวดอาจไม่จำเป็น แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมความพร้อมในการประเมินปัญหาอย่างรอบด้านในอนาคต การมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนจะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังมีกระแสเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

  • การกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง: กำหนดมาตรการควบคุมให้สอดคล้องกับระดับความรุนแรงของผลกระทบที่ AI อาจก่อให้เกิดต่อสังคมและเศรษฐกิจ
  • การใช้กฎหมายเดิมเป็นฐาน: พิจารณาบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิมเป็นลำดับแรก เพื่อลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายและสร้างบรรทัดฐานเบื้องต้น
  • การเจรจาทางการค้าดิจิทัล: มุ่งสร้างอิทธิพลและกำหนดมาตรฐาน AI ในเวทีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ใช้บริการ
  • กลไกความร่วมมือ 3 ฝ่าย: สร้างเวทีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ เพื่อปรับกฎระเบียบให้ทันสมัยและตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างทันท่วงที

ผลกระทบเชิงปฏิบัติต่อองค์กร

ในมุมมองของ พชร นริปตพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. การที่ไทยกำลังเผชิญกับการไหลเข้าของทุนต่างชาติขนาดใหญ่ในภาค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้สถานะขององค์กรไทยต้องเปลี่ยนผ่านจากเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี (Technology-User) ไปสู่การต้องแบกรับความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ชัดเจนขึ้น โดยองค์กรต้องเตรียมความพร้อมด้านความรับผิด (Liability) และมาตรฐานการดูแล (Duty of Care) ให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายที่จะบังคับใช้ในอนาคต เนื่องจากความไม่แน่นอนของมาตรฐานสากลและนิยามที่กว้างขวางของกฎหมาย AI ในต่างประเทศอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและโครงสร้างทางเศรษฐกิจ

เพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวได้ องค์กรควรพิจารณาประเด็นสำคัญในการเตรียมความพร้อม ดังนี้

  • การประเมินความรับผิดทางกฎหมาย: ต้องวิเคราะห์ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้ AI อาจก่อให้เกิดความเสียหายในมิติใดบ้าง ทั้งด้านความเชื่อมั่นทางสังคม การกระจายคุณค่าทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมมาตรการชดเชยหรือป้องกันล่วงหน้า
  • การกำหนดมาตรฐานการดูแล (Duty of Care): สร้างแนวปฏิบัติภายในที่ชัดเจนในการดูแลข้อมูลและกระบวนการทำงานของ AI โดยยึดหลักความระมัดระวังที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่นำมาใช้
  • การติดตามกรอบกฎหมายและมาตรฐานสากล: เนื่องจากกฎหมาย AI ของสหภาพยุโรป (EU AI Act) และแนวทางปฏิบัติของสหรัฐฯ จีน หรือ สิงคโปร์ มีความแตกต่างกัน องค์กรต้องติดตามความเคลื่อนไหวของมาตรฐานเหล่านี้เพื่อเตรียมปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่จะบังคับใช้
  • การบูรณาการมุมมองผู้ใช้งาน: ออกแบบระบบควบคุมภายในโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่ ก.ล.ต. แนะนำว่าไทยควรออกแบบกรอบกฎหมายโดยยึดมุมมองของผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนใช้ AI

รายการตรวจสอบ (Checklist) สำหรับฝ่ายกฎหมาย

ในบริบทที่ไทยกำลังเผชิญกับกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ภาค AI และดาต้าเซ็นเตอร์อย่างมหาศาล ฝ่ายกฎหมายต้องเปลี่ยนบทบาทจากการตรวจสอบความถูกต้องตามแบบแผนเดิม ไปสู่การประเมินความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากลที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การประเมินนี้ต้องยึดโยงกับมุมมองของประเทศไทยในฐานะ "ผู้ใช้เทคโนโลยี" (Technology-User) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความคล่องตัวทางธุรกิจและการคุ้มครองผู้บริโภค

  • การประเมินความสอดคล้องกับกรอบกฎหมายที่มีอยู่: ตรวจสอบว่ากิจกรรม AI นั้นอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายปัจจุบัน (เช่น PDPA หรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) หรือไม่ โดยพิจารณาว่ากฎหมายเดิมสามารถครอบคลุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงได้เพียงพอ หรือจำเป็นต้องมีมาตรการเสริมเฉพาะทาง
  • การวิเคราะห์ระดับความเสี่ยง (Risk-Based Assessment): ประเมินว่าระบบ AI นั้นมีความเสี่ยงต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โครงสร้างอุตสาหกรรม หรือการกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในระดับใด เพื่อจำแนกประเภทการกำกับดูแลที่เหมาะสมตามแนวทาง "การกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง"
  • การตรวจสอบความโปร่งใสและมาตรฐานสากล: พิจารณาว่าองค์กรมีกลไกในการอธิบายการทำงานของ AI (Explainability) ที่ชัดเจนหรือไม่ และมาตรฐานภายในสอดคล้องกับแนวโน้มของหน่วยงานกำกับดูแลหลัก เช่น แนวคิดของ EU AI Act หรือแนวทางของสิงคโปร์ เพื่อลดความขัดแย้งทางกฎหมายข้ามพรมแดน
  • การเตรียมพร้อมสำหรับกลไกการปรับตัว: ตรวจสอบว่าองค์กรมีกระบวนการทบทวนนโยบาย AI อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงเห็นว่าไทยจำเป็นต้องออกกฎหมายควบคุม AI ในขณะนี้

เนื่องจากไทยกำลังเผชิญกับการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติขนาดใหญ่ในภาค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งความชัดเจนของกรอบกฎระเบียบมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทนการลงทุน การมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนจึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน

แนวทางหลัก 4 ประการที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอเพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์ในไทยมีอะไรบ้าง

ประกอบด้วย การกำหนดกฎระเบียบตามระดับความเสี่ยง การนำกฎหมายเดิมที่มีอยู่มาใช้ก่อน การเจรจาเพื่อยึดกุมมาตรฐาน AI ในข้อตกลงทางการค้าดิจิทัล และการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการเพื่อปรับกฎระเบียบให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การออกแบบกฎระเบียบ AI สำหรับประเทศไทยควรคำนึงถึงปัจจัยใดเป็นหลัก

ไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก จึงต้องออกแบบกฎระเบียบโดยคำนึงถึงมุมมองของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาผลกระทบในวงกว้างต่อความเชื่อมั่นทางสังคม ความรับผิดทางกฎหมาย โครงสร้างอุตสาหกรรม และการกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน

แหล่งอ้างอิง

นำ AI มาใช้ในงานกฎหมายอย่างรอบคอบ

MeshLaw คือเครื่องมือจัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ แม่นยำ ตรวจสอบได้ ไม่มีการเดา

ดู MeshLaw →

← ดูบทสรุปทั้งหมด

จัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ — MeshLaw ทดลองใช้ฟรี →