แรงงานไทยเสี่ยงถูกเลิกจ้างจาก AI และสงคราม: กลยุทธ์ HR และกฎหมายคุ้มครององค์กร
ข่าวต้นเรื่อง: "แรงงานไทยเสี่ยงถูก "เลิกจ้าง" เดือนละ 4 หมื่นราย พิษเศรษฐกิจโตต่ำ-สงคราม-AI แย่งงาน" (Marketeer Online) · ค้นหาต้นฉบับ ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ต้นฉบับที่ AI เรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจากรายงานข่าวจริง 3 แหล่ง (ไม่ใช่การแปลหรือคัดลอกต้นฉบับ) ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ
รายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยยืนยันว่าปี 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมถูกเลิกจ้างสูงถึง 531,779 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีการเลิกจ้างเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 ราย โดยภาคการผลิตและธุรกิจค้าส่งค้าปลีกเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดแรงงานที่กดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว ภาวะสงคราม และเทคโนโลยีอย่าง AI ที่เข้ามามีบทบาทแทนที่งาน Routine ส่งผลให้ทนายความและฝ่ายกฎหมายต้องเตรียมพร้อมรับมือกับข้อพิพาทแรงงานที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงประเด็นกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในงานประจำ
ภาพรวมวิกฤตตลาดแรงงานไทย: ทำไมตอนนี้จึงเสี่ยงที่สุด
สถานการณ์ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนผ่านข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของแรงงานในระบบประกันสังคมอย่างชัดเจน ในปี 2568 ที่ผ่านมา มีแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ถูกเลิกจ้างรวมสูงถึง 531,779 คน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางสถิติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เริ่มมีแรงกดดันสะสมจากการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า การคาดการณ์สำหรับปี 2569 ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าจะมีแรงงานไทยถูกเลิกจ้างเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 94% ของผู้ถูกเลิกจ้างทั้งหมด ในขณะที่แรงงานต่างด้าวมีสัดส่วนเพียง 6% เท่านั้น ความไม่สมดุลนี้สะท้อนให้เห็นว่าแรงงานไทยซึ่งมักอยู่ในตำแหน่งงานที่เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากวัฏจักรเศรษฐกิจ กำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบางสูงสุด
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนยอดการตกงานให้พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้ ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของสามแรงกดดันหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งลดความต้องการกำลังซื้อ ภาวะสงครามโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการแทนที่งานลักษณะ Routine ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างองค์กรอย่างเร่งด่วนเพื่อรักษาความอยู่รอด
ปัจจัยขับเคลื่อน: เมื่อ AI และสงครามเข้ามาแทนที่งาน Routine
หากเจาะลึกไปยังภาคธุรกิจจะพบว่า อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด โดยมีการเลิกจ้างสูงถึง 24% ของกรณีทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ต้องการแรงงานทักษะแบบเดิมลดลง และมีการนำระบบอัตโนมัติมาแทนที่งานประกอบพื้นฐาน ส่วนภาคการค้าส่งและค้าปลีกซึ่งมีสัดส่วนการเลิกจ้างอันดับสองที่ 12% นั้น ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซาโดยตรง ทำให้ธุรกิจต้องลดขนาดกำลังคนเพื่อลดต้นทุนคงที่
ในขณะเดียวกัน ภาคก่อสร้างที่มีการเลิกจ้างสัดส่วน 9% เกิดจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวและต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้นจากภาวะสงคราม ส่วนกิจกรรมทางวิชาชีพที่มีการเลิกจ้างสัดส่วน 5% นั้นเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่สำคัญ เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่เริ่มมีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยทำงานเอกสารหรือวิเคราะห์ข้อมูลแทนมนุษย์มากขึ้น แม้สัดส่วนจะยังไม่สูงเท่าภาคการผลิต แต่แนวโน้มนี้กำลังขยายตัวและจะส่งผลกระทบไปยังงานระดับกลางในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ธุรกิจขนส่งและคลังสินค้าที่มีการเลิกจ้างสัดส่วน 4% ก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวนจากภาวะสงครามโลก ซึ่งทำให้บริษัทต้องทบทวนประสิทธิภาพการทำงานและลดตำแหน่งที่ไม่จำเป็นออก ดังนั้น การเลิกจ้างในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการปรับตัวเชิงโครงสร้าง (Structural Adjustment) ที่เร่งรีบขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างถาวร
ปัจจัยขับเคลื่อน: เมื่อ AI และสงครามเข้ามาแทนที่งาน Routine
ปัจจัยขับเคลื่่อน: เมื่อ AI และสงครามเข้้ามาทดแทนงาน Routine
สภาวะความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยในปจจุบันมิไดเกิดจากปจจัยใดปจจัยหนึ่งเพียงลำพัง หากแตเปนผลรวมจากการชนกันของสามแรงกดดันหลัก คือ เศรษฐกิจชะลอตัว ภาวะสงคราม และเทคโนโลยีที่เขามาแยงชิงพื้นที่การทำงาน โดยเฉพาะในกลุมงานลักษณะ Routine ที่สามารถถูกทดแทนหรือลดทอนความจำเปนลงไดอยางรวดเร็ว
ในมิติของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ (AI) กำลังเขามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกิจกรรมทางวิชาชีพ (Professional activities) ซึ่งเคยถือเปนพื้นที่ปลอดภัยของแรงงานมีทักษะระดับหนึ่ง แตขณะนีกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการนำระบบอัตโนมัติและ AI มาใชแทนงาน Routine ต่างๆ การเปลี่ยนแปลงนี้ไมเพียงแตกระทบตอประสิทธิภาพการทำงาน แตยังเปนตัวเร่งใหธุรกิจพิจารณาปรับลดกำลังคนในบทบาทที่เปนกระบวนการมาตรฐาน ซึ่ງสอดคลองกับขอมูลที่แสดงใหเห็นถึงสัดสวนการเลิกจ้างในกลุมกิจกรรมทางวิชาชีพที่เริ่มมีสัญญาณผลกระทบชัดเจนจากการนำเทคโนโลยีเขามาใชแทนที่
ขณะเดียวกัน ภาวะสงครามและความไมสงบในหลายภูมิภาคของโลกไดสรางผลกระทบตอตังทุนพลังงานและซัพพลายเชนอยางรุนแรง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจขนสงและคลังสินค้า (Logistics and Warehousing) ซึ่งเปนหัวใจของการกระจายสินคา ความผันผวนของตังทุนพลังงานทำใหธุรกิจตองเผชิญกับแรงกดดันดานการลดตังทุนในการดำเนินงาน ส่งผลใหมีการปรับลดกำลังคนในภาคส่วนนี้ลงเพื่อรักษาความไดเปรียบทางการแขงขันและเสถียรภาพทางการเงินขององคกร
การรวมกันของสองปจจัยนี้—AI ที่เขามาแทนที่งาน Routine ในดานวิชาชีพ และสงครามที่สรางความผันผวนตังทุนในดานขนสง—เปนกลไกหลักที่ขับเคลื่อนใหตัวเลขการเลิกจ้างในภาคการผลิตและภาคบริการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยางไมหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนตและชองสว่นซึ่งเปนกลุมธุรกิจที่มีสัดสวนการเลิกจ้างสูงที่สุด ตามขอมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ที่ชี้ให้เห็นถึงภาวะเปราะบางของแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหลานี้
สรุปปจจัยขับเคลื่อนหลัก:
- เทคโนโลยี AI: เขามาแยงชิงพื้นที่งานลักษณะ Routine ในกิจกรรมทางวิชาชีพ ทำใหความจำเปนในการใช้แรงงานมนุษย์ในบทบาทเดิมลดลง
- ภาวะสงคราม: สรางความผันผวนตังทุนพลังงานและซัพพลายเชน โดยเฉพาะในภาคขนสงและคลังสินค้า บังคับใหธุรกิจตองปรับลดตังทุนดำเนินงาน
- ผลกระทบรวม: แรงกดดันจากสองปจจัยนี้เปนสาเหตุหลักรองรับกับตัวเลขการเลิกจ้างที่เพิ่มขึ้นในภาคการผลิตและภาคบริการ โดยเฉพาะกลุมที่ยังคงพึ่งพากระบวนการทำงานแบบเดิม
เจาะลึกภาคธุรกิจ: อุตสาหกรรมยานยนต์และค้าส่ง-ค้าปลีกเสี่ยงสูงสุด
จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ที่เปิดเผยแนวโน้มตลาดแรงงานไทยปี 2569 ชี้ให้เห็นว่าภาวะเปราะบางของแรงงานในระบบประกันสังคมกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยภาคการผลิตยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเลิกจ้างสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนถึง 24% ของกรณีการเลิกจ้างทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งได้รับผลกระทบจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในอย่างหนักหน่วง ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำลงประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในระดับโลกหรือที่เรียกว่า "สงคราม" ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขัดข้อง ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานผันผวน และกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกหดตัวลง ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์จำเป็นต้องปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดต้นทุน โดยมักเริ่มจากการตัดลดกำลังคนในส่วนที่ไม่จำเป็นหรืองาน Routine ที่สามารถถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น
นอกจากภาคการผลิตแล้ว ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกรั้งตำแหน่งที่สองที่มีสัดส่วนการเลิกจ้างสูงถึง 12% สาเหตุหลักมาจากภาวะกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซาอย่างชัดเจน เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงจากการที่รายได้ไม่เติบโตตามอัตราเงินเฟ้อหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ธุรกิจร้านค้าจึงต้องเผชิญกับยอดขายที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้องปรับลดกำลังคนในส่วนของพนักงานขาย พนักงานคลังสินค้า และพนักงานบริการลูกค้า เพื่อรักษาอัตรากำไรให้คงอยู่ภายใต้สภาวะตลาดที่หดตัว
ความท้าทายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในภาคอุตสาหกรรมหนัก แต่ยังแผ่ขยายไปยังภาคบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น กิจกรรมทางวิชาชีพที่มีสัดส่วนการเลิกจ้าง 5% ซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยทำงานแทนงานเอกสารหรืองานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน รวมถึงภาคขนส่งและคลังสินค้าที่มีสัดส่วน 4% จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงจากภาวะสงคราม อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว อุตสาหกรรมยานยนต์และภาคการค้ายังคงเป็นพื้นที่สีแดงที่องค์กรต้องเตรียมแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายและรักษาความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว
ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: ความท้าทายในการบริหารทรัพยากรบุคคล
การประเมินผลกระทบต่อการวางแผนกำลังคนขององค์กรต้องเผชิญกับภาวะเปราะบางของแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งมีจำนวนกว่า 531,779 คนในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าในปี 2569 แรงงานไทยจะถูกเลิกจ้างเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนสูงในการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ไม่ใช่เพียงปัญหาชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างใหม่ที่ต้องปรับกลยุทธ์ทันที โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยที่ถูกเลิกจ้างมีสัดส่วนสูงถึง 94% ขณะที่แรงงานต่างด้าวมีสัดส่วนเพียง 6% ซึ่งหมายความว่าแรงกดดันหลักตกอยู่กับแรงงานไทยโดยตรง การบริหารจึงต้องเปลี่ยนจากการรักษาพนักงานแบบเดิม ไปสู่การจัดการความเสี่ยงจากการสูญเสียกำลังคนหลักขององค์กร
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือความเปราะบางในภาคการผลิตและธุรกิจบริการที่ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างองค์กร ภาคการผลิตเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการเลิกจ้างสูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 24% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกมีการเลิกจ้างสูงเป็นอันดับสองที่ 12% จากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา นอกจากนี้ ภาคก่อสร้างที่มีการเลิกจ้างสัดส่วน 9% จากโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว และกิจกรรมวิชาชีพที่เริ่มได้รับผลกระทบจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้แทนงาน Routine สัดส่วน 5% ล้วนบ่งชี้ว่าตำแหน่งงานแบบดั้งเดิมกำลังถูกแทนที่หรือลดทอนความสำคัญลงอย่างรวดเร็ว องค์กรจึงต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนทักษะเฉพาะทางในขณะเดียวกันก็อาจมีกำลังคนส่วนเกินจากงาน Routine ที่ถูกทำให้ล้าสมัย
ในมิติของกฎหมายและการคุ้มครองแรงงาน องค์กรต้องตระหนักถึงภาระผูกพันทางกฎหมายจากการเลิกจ้างจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเสี่ยงทางกฎหมายหากกระบวนการไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ความผันผวนของต้นทุนพลังงานจากภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนส่งและคลังสินค้า (สัดส่วน 4%) ยังเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมยาก แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของธุรกิจและสถานะการจ้างงาน การบริหารทรัพยากรบุคคลในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การสรรหาและฝึกอบรม แต่คือการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่น (Flexibility) และมีความสามารถในการปรับตัว (Resilience) ต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียกำลังคนและรักษาความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: มาตรการป้องกันและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ความสอดคล้องของนโยบายปรับโครงสร้างองค์กรกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
การปรับโครงสร้างองค์กร (Organizational Restructuring) ในบริบทของวิกฤตเศรษฐกิจ ภาวะสงคราม และเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทแทนที่งานลักษณะ Routine ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางบริหารภายใน แต่เป็นกิจกรรมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแรงงานไทยอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ชี้ให้เห็นว่าแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ที่ถูกเลิกจ้างมีสัดส่วนสูงถึง 94% และภาคการผลิตโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์มีอัตราการเลิกจ้างสูงสุดที่ 24% สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรจำนวนมากอาจกำลังใช้เหตุผลทางธุรกิจหรือความจำเป็นทางเศรษฐกิจเป็นฐานในการเลิกจ้าง ซึ่งภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การเลิกจ้างเนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป (เช่น การนำ AI มาใช้แทนที่แรงงาน) ยังต้องอยู่ภายใต้กรอบเงื่อนไขที่เข้มงวด
องค์กรต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามาตรการปรับโครงสร้างนั้นเป็น "ความจำเป็นโดยแท้จริง" (Genuine Necessity) และไม่ใช่การเลิกจ้างโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลแรงงานมีแนวคำพิพากษาที่เคร่งครัดในการตรวจสอบว่าองค์กรได้ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างครบถ้วนหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนด การจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย หรือการพิจารณาใช้มาตรการลดเวลาทำงานแทนการเลิกจ้างก่อนเป็นลำดับแรก ความเสี่ยงทางกฎหมายที่สำคัญคือ หากองค์กรไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ แล้วอย่างรอบคอบ หรือมีการเลือกปฏิบัติในการเลิกจ้างแรงงานกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยไม่มีความชอบธรรม องค์กรอาจต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติมหรือถูกสั่งให้จ้างงานกลับเข้าทำงาน ซึ่งจะเป็นภาระต้นทุนที่รุนแรงกว่าค่าชดเชยปกติเสียอีก
มาตรการรองรับผลกระทบทางกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาจากการใช้ AI
ในมิติของทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานและปรับโครงสร้างองค์กร สร้างความท้าทายต่อกรอบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาไทยที่ยังคงพัฒนาไปตามเทคโนโลยี โดยเฉพาะประเด็นความเป็นเจ้าของผลงานที่เกิดจากการทำงานของ AI หรือผลงานที่มนุษย์ร่วมกับ AI สร้างขึ้น ปัจจุบันกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยยังกำหนดให้ผลงานต้องเกิดจาก "มนุษย์" จึงจะได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น ผลงานหรือกระบวนการใหม่ ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยระบบ AI อย่างมีอิสระ หรือมีส่วนสำคัญจากอัลกอริทึม อาจตกอยู่ในสถานะที่ไม่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยตรง หรือเกิดข้อพิพาทเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างนายจ้างกับพนักงาน หรือระหว่างองค์กรกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม AI
นอกจากนี้ องค์กรยังต้องระวังความเสี่ยงด้านความรับผิดทางกฎหมายจากการที่ AI อาจสร้างผลงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของบุคคลที่สามโดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน (Training Data) อาจมีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น หากองค์กรนำผลงานดังกล่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่มีการตรวจสอบ (Due Diligence) ที่เพียงพอ องค์กรอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในฐานละเมิดลิขสิทธิ์หรือความเสียหายอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ GDPR หรือ PDPA ที่มีกรอบกฎหมายชัดเจนเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ในส่วนของทรัพย์สินทางปัญญาจาก AI ประเทศไทยยังขาดกฎระเบียบเฉพาะที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องอาศัยหลักสัญญาและนโยบายภายในองค์กรในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ให้ชัดเจนว่า ใครคือเจ้าของผลงาน และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดปัญหาการละเมิดสิทธิจากผลงานที่ AI สร้างขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
แรงงานไทยเสี่ยงถูกเลิกจ้างจาก AI และสงครามมากแค่ไหน?
ข้อมูลจาก KResearch ชี้ว่าแรงงานในระบบประกันสังคมกำลังเผชิญภาวะเปราะบาง โดยปี 2568 มีผู้ถูกเลิกจ้างสูงถึง 531,779 คน และคาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีการเลิกจ้างเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน ภาคการผลิตและค้าส่งค้าปลีกเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากปัจจัยเศรษฐกิจและสงคราม
องค์กรควรปรับกลยุทธ์ HR อย่างไรเพื่อรับมือกับเทคโนโลยี?
องค์กรต้องเตรียมกลยุทธ์ HR ที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและภาวะเศรษฐกิจ โดยควรเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนกำลังคนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเลิกจ้างกะทันหันและรักษาความมั่นคงขององค์กรในระยะยาว
กฎหมายคุ้มครองแรงงานมีบทบัญญัติรองรับผลกระทบจาก AI หรือไม่?
แม้กฎหมายแรงงานไทยจะคุ้มครองสิทธิในการจ้างงาน แต่ปัจจุบันยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่ระบุถึงผลกระทบจากการแทนที่งานด้วยปัญญาประดิษฐ์โดยตรง (AI) องค์กรจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานทั่วไปอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกระบวนการเลิกจ้างที่เป็นธรรม และการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมต่อลูกจ้าง
แหล่งอ้างอิง
นำ AI มาใช้ในงานกฎหมายอย่างรอบคอบ
MeshLaw คือเครื่องมือจัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ แม่นยำ ตรวจสอบได้ ไม่มีการเดา
ดู MeshLaw →