คำพิพากษา

ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้คุ้มครองกษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี

2026-10-19 · อ่าน 1 นาที · MeshLaw กองบรรณาธิการ

ข่าวต้นเรื่อง: "ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี" (ประชาไท Prachatai.com) · ค้นหาต้นฉบับ ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ต้นฉบับที่ AI เรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจากรายงานข่าวจริง 3 แหล่ง (ไม่ใช่การแปลหรือคัดลอกต้นฉบับ) ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ

คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีมาตรา 112 ของ "ไผ่" และ "ครูใหญ่" ได้ขยายขอบเขตการตีความกฎหมายให้ครอบคลุมการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญทางกฎหมายที่ทนายความและฝ่ายอัยการต้องนำมาปรับใช้ทันที

การชี้ชัดว่ากฎหมายนี้คุ้มครองอดีตและปัจจุบันส่งผลโดยตรงต่อกลยุทธ์การดำเนินคดีและการต่อสู้คดีในอนาคต ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต้องทบทวนแนวทางการตีความ "การหมิ่นประมาท" อย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ มีรายงานว่าศาลได้พิพากษายืนจำคุกผู้ต้องหาทั้งสองตามข้อหาหลัก โดยปฏิเสธคำขอพักโทษและยืนยันความผิดตามเจตนาที่กระทำต่อหน้าสาธารณะ

ทำไมตอนนี้เป็นประเด็นสำคัญ

เหตุผลที่ประเด็นนี้มีความสำคัญในบริบทปัจจุบัน

การอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำที่ศาลจังหวัดภูเขียวอ่านเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งยืนยันโทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสอง คือ "ไผ่" จุฑาทิพย์ บุญประเสริฐ และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวผัน มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากกระบวนการยุติธรรมในคดีความมั่นคงต้องเผชิญกับอุปสรรคจากเหตุภัยธรรมชาติ โดยมีการรายงานว่าการนัดอ่านคำพิพากษาเดิมที่กำหนดไว้เมื่อวันที่ 23 และ 29 กันยายน ถูกเลื่อนออกไปสองครั้งติดต่อกัน อันเป็นผลมาจากน้ำท่วมที่ส่งผลให้ระบบคอมพิวเตอร์ในเรือนจำขัดข้อง การชะลอตัวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ภายนอก

นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกายืนโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน และ 2 ปี ตามลำดับ โดยปฏิเสธการขอรอลงอาญาของจำเลยรายที่สอง ชี้ให้เห็นว่าแนวทางการตีความกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังคงยึดมั่นในหลักการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ทั้งในอดีตและปัจจุบัน การยืนยันโทษในคดีที่ค้างคามานานนับตั้งแต่การชุมนุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ยังตอกย้ำว่ารัฐยังคงใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อการแสดงออกที่รัฐพิจารณาว่าเป็นการหมิ่นประมาทต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

  • ศาลฎีกายืนคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 6 เดือน และ 2 ปี โดยไม่รับฟังเหตุบรรเทาโทษ
  • การอ่านคำพิพากษาล่าช้ากว่ากำหนดเดิมถึงหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากความเสียหายของระบบ IT จากอุทกภัย
  • จำเลยทั้งสองรับทราบคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
  • คดีความผิดอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ถูกยกฟ้องในชั้นศาลชั้นต้นแล้ว

ขอบเขตการตีความ 'การหมิ่นประมาท' ในคดี ม.112

ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยชี้ชัดว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มิได้จำกัดขอบเขตการคุ้มครองไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 เท่านั้น หากแต่ครอบคลุมถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ทั้งในอดีตและปัจจุบัน การตีความดังกล่าวจึงขยายนิยามของ "องค์พระมหากษัตริย์" ให้กว้างขึ้นในมิติของเวลาและสถานะทางประวัติศาสตร์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความรับผิดทางอาญาของผู้ถูกกล่าวหา

  • การขยายขอบเขตผู้ถูกล่วงละเมิด: คำพิพากษายืนยันว่าความผิดสำเร็จได้แม้การกระทำจะมุ่งเป้าไปที่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนหน้า หรือบุคคลในราชวงศ์ที่ไม่ได้ทรงดำรงพระอิสริยยศในปัจจุบันก็ตาม
  • การพิจารณาเจตนาและบริบท: ศาลพิจารณาจากการกระทำในที่สาธารณะว่ามีความจงใจในการหมิ่นประมาทหรือไม่ โดยไม่รับฟังข้ออ้างเรื่องความเข้าใจผิดในสถานะของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง
  • ผลต่อแนวทางการต่อสู้คดี: การตีความนี้ปิดช่องว่างในการอ้างว่า "ไม่ทราบว่าเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใด" หรือ "ไม่ใช่รัชกาลปัจจุบัน" เพื่อใช้เป็นข้อแก้ตัวในการปฏิเสธความผิด

ผลกระทบเชิงปฏิบัติต่อแนวทางการดำเนินคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อแนวทางการตีความของพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นในอนาคต โดยขยายขอบเขตการคุ้มครองภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้ครอบคลุมถึงพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันเท่านั้น การตีความเช่นนี้ทำให้การดำเนินคดีมีความเข้มข้นขึ้นเมื่อมีการกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในบริบทกว้างๆ

ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่รัฐต้องพิจารณาความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีหมิ่นพระบรมวงศานุวงศ์รายอื่นอย่างเคร่งครัด โดยศาลฎีกายืนยันว่าการกระทำของจำเลยเป็นการจงใจหมิ่นประมาทต่อพระเกียรติยศต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งส่งผลให้คำขออุทธรณ์ขอรับโทษในลักษณะที่เบาลงหรือการขอพักการลงโทษถูกปฏิเสธ

  • ศาลชั้นต้นและอัยการต้องยึดถือแนวคำพิพากษานี้เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบความผิดในคดีที่มีลักษณะคล้ายกัน
  • การกระทำต่อหน้าสาธารณชนหรือผ่านช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย จะถูกพิจารณาว่าเป็นการจงใจหมิ่นประมาทอย่างชัดเจน
  • ขอบเขตการคุ้มครองทางกฎหมายครอบคลุมถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ไม่ใช่จำกัดเฉพาะรัชกาลปัจจุบัน
  • การอุทธรณ์เพื่อขอโทษในลักษณะที่เบาลงหรือขอพักการลงโทษในคดีลักษณะนี้มีแนวโน้มจะถูกปฏิเสธสูง

สิ่งที่ทนายความและองค์กรต้องตรวจสอบ

ทบทวนกลยุทธ์การต่อสู้คดีในประเด็นเจตนาและความเชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

จากการที่ศาลฎีกายืนคำพิพากษาลงโทษจำคุก "ไผ่" จุฑาทิพย์ และ "ครูใหญ่" อรรถพล ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยตีความว่ากฎหมายดังกล่าวคุ้มครองพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ทั้งในอดีตและปัจจุบัน การต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาจึงต้องเน้นย้ำไปที่ "เจตนา" (Mens Rea) อย่างเข้มงวด เนื่องจากศาลชี้ชัดว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาประมาทเลินเล่อหรือจงใจทำให้เสื่อมเสียต่อพระเกียรติยศต่อหน้าสาธารณชน การทบทวนกลยุทธ์จึงต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ณ หน้าโรงเรียนและสถานีตำรวจภูธรภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ นั้น มีลักษณะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เชิงนโยบายหรือเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยตรง ซึ่งต้องวิเคราะห์ถ้อยคำที่ปรากฏในคดีอย่างละเอียดเพื่อหาช่องว่างทางกฎหมายที่อาจหลงเหลืออยู่

ในมิติความเชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาลฎีกายืนยันขอบเขตการคุ้มครองที่กว้างขวางครอบคลุมทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ซึ่งแตกต่างจากการตีความที่อาจจำกัดเฉพาะพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันเท่านั้น ทนายความจึงต้องเตรียมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อโต้แย้งว่าถ้อยคำที่ใช้ในคดีไม่ได้มุ่งหมายไปที่พระมหากษัตริย์พระองค์ใดโดยเฉพาะ หรือไม่ได้มีเจตนาทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ หากแต่เป็นการแสดงออกทางการเมืองตามสิทธิเสรีภาพ ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่ไปกับแนวคำพิพากษาเดิมว่าด้วย "ความเชื่อมโยง" ระหว่างการกระทำกับสถาบัน เพื่อประเมินโอกาสในการพลิกคดีหรือลดทอนความผิด

การเตรียมเอกสารขอประกันตัวในกรณีเหตุสุดวิสัย

เนื่องจากมีรายงานว่าการอ่านคำพิพากษาถูกเลื่อนสองครั้งจากวันที่ 23 และ 29 กันยายน 2566 เป็นวันที่ 30 กันยายน 2566 เนื่องจากเหตุอุทกภัยที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ในเรือนจำขัดข้อง ส่งผลให้จำเลยทั้งสองต้องรับฟังคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร การเตรียมเอกสารขอประกันตัวจึงต้องอาศัย "เหตุสุดวิสัย" (Force Majeure) เป็นหลักสำคัญ โดยเอกสารที่ทนายความต้องจัดเตรียมและยื่นต่อศาลทันที ได้แก่:

  • หลักฐานความเสียหายจากอุทกภัย: เอกสารยืนยันว่าเหตุอุทกภัยได้ส่งผลกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำจริง จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินการอ่านคำพิพากษาตามกำหนดเดิมได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำร้องของมารดาจำเลยที่ขอให้พิจารณาเรื่องประกันตัวและระยะเวลาการคุมขัง
  • บันทึกการเลื่อนนัดหมาย: หลักฐานการเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาสองครั้งติดต่อกัน เพื่อพิสูจน์ว่าความล่าช้าในการดำเนินคดีเกิดจากเหตุภายนอกที่จำเลยไม่สามารถควบคุมได้ มิใช่ความผิดของจำเลย
  • คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่หรือขอประกันตัวชั่วคราว: ยื่นคำร้องโดยอ้างอิงเหตุสุดวิสัยดังกล่าว เพื่อขอให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างรอกระบวนการอุทธรณ์ โดยเน้นย้ำว่าจำเลยทั้งสองมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

ทั้งนี้ การยื่นคำร้องต้องทำอย่างเร่งด่วนเนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และต้องตรวจสอบว่าเหตุสุดวิสัยดังกล่าวมีผลต่อการนับระยะเวลาการคุมขังหรือสิทธิในการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เพื่อป้องกันความเสียหายทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากความล่าช้าของกระบวนการ

คำถามที่พบบ่อย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามาตรา 112 คุ้มครองบุคคลใดบ้าง?

ศาลฎีกาชี้ว่ากฎหมายคุ้มครองกษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์ในอดีตและปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่เท่านั้น

ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุก 'ไผ่' และ 'ครูใหญ่' เป็นเวลาเท่าใด?

ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาให้จำคุก 'ไผ่' เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน และ 'ครูใหญ่' เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่อนุญาตให้รอลงอาญา

เหตุใดการอ่านคำพิพากษาจึงต้องเลื่อนออกไปหลายครั้ง?

การอ่านคำพิพากษาถูกเลื่อนสองครั้งเนื่องจากเกิดเหตุอุทกภัยจนทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ในเรือนจำขัดข้อง ส่งผลให้ต้องเลื่อนกำหนดนัดฟังคำพิพากษาออกไป

แหล่งอ้างอิง

นำ AI มาใช้ในงานกฎหมายอย่างรอบคอบ

MeshLaw คือเครื่องมือจัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ แม่นยำ ตรวจสอบได้ ไม่มีการเดา

ดู MeshLaw →

← ดูบทสรุปทั้งหมด

จัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ — MeshLaw ทดลองใช้ฟรี →