ธุรกิจ·การแข่งขัน

บทวิเคราะห์คดี Shopee: ความแตกต่างระหว่าง 'อำนาจตลาด' และ 'อำนาจเหนือตลาด' ในมุมมอง กขค.

2026-10-05 · อ่าน 2 นาที · MeshLaw กองบรรณาธิการ

ข่าวต้นเรื่อง: "อดีตเลขาฯ กขค. ตั้ง 3 ข้อสังเกตคดี Shopee ปรับ 3.47 ล้าน ห่วงใช้ อำนาจตลาด แทน อำนาจเหนือตลาด" (Matichon Online) · ค้นหาต้นฉบับ ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ต้นฉบับที่ AI เรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจากรายงานข่าวจริง 2 แหล่ง (ไม่ใช่การแปลหรือคัดลอกต้นฉบับ) ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ

การที่ กขค. ตัดสินให้ Shopee ต้องชำระค่าปรับกว่า 3.47 ล้านบาท โดยเลือกใช้ฐานความผิด "การกระทำอันไม่เป็นธรรม" แทน "การใช้อำนาจเหนือตลาด" สะท้อนถึงข้อจำกัดในการตีความกฎหมายการแข่งขันของไทยต่อแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทนายความและฝ่ายกฎหมาย เนื่องจากแนวทางการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวจะกำหนดกรอบความเสี่ยงทางกฎหมายและกลยุทธ์การป้องกันข้อหาผูกขาดในอนาคตของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทย

ทำไมตอนนี้: จุดเปลี่ยนสำคัญในการตีความอำนาจตลาด

การที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตัดสินใจดำเนินคดีกับ Shopee โดยไม่ใช้ฐานความผิด "การใช้อำนาจเหนือตลาด" (มาตรา 50) แต่เลือกใช้ฐาน "การกระทำที่ไม่เป็นธรรม" (มาตรา 57) แทน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเน้นการพิจารณาจาก "พฤติกรรม" (Conduct-based) มากกว่าการพิจารณาจาก "สถานะตลาด" (Structure-based) เพียงอย่างเดียว

แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทที่ตลาดอีคอมเมิร์ซมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อน การที่ กขค. เลือกใช้มาตรา 57 ช่วยให้สามารถจับผิดพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อผู้ขายรายย่อยได้โดยตรง โดยไม่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบริษัทมีอำนาจผูกขาดหรือควบคุมตลาดอย่างเด็ดขาด ซึ่งมักเป็นข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน การกระทำที่ถูกระบุว่าผิดกฎหมายในคดีนี้ ได้แก่ การนำผู้ขายเข้าร่วมโปรโมชันหรือกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นคุณโดยไม่ได้มีการแจ้งเตือนหรือได้รับความยินยอมล่วงหน้า ซึ่งเข้าข่ายการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อคู่ค้า แม้บริษัทจะมีส่วนแบ่งตลาดสูง แต่การตีความแบบนี้เปิดช่องให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถแทรกแซงพฤติกรรมที่บิดเบือนกลไกตลาดได้ทันทีเมื่อมีหลักฐานว่ามีการเอาเปรียบเกิดขึ้น

  • การเปลี่ยนจุดเน้น: จากเดิมที่ต้องพิสูจน์สถานะ "อำนาจเหนือตลาด" (ซึ่งอาจมีข้อจำกัดทางกฎหมาย) มาเป็นการพิสูจน์ "พฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม" ที่ชัดเจน
  • ความยืดหยุ่นในการบังคับใช้: ช่วยให้ กขค. สามารถจัดการกับปัญหาการเอาเปรียบผู้ขายรายย่อย (SMEs) ได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอจนกว่าจะพิสูจน์โครงสร้างตลาดที่ผูกขาด
  • นัยยะต่อธุรกิจ: ผู้ประกอบกิจการแพลตฟอร์มต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบกระบวนการ (Process) ที่โปร่งใสและได้รับความยินยอมจากผู้ขายอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายแม้จะไม่มีส่วนแบ่งตลาดผูกขาดก็ตาม

ประเด็นหลัก: ขอบเขตทางกฎหมายของ 'อำนาจตลาด' และ 'อำนาจเหนือตลาด'

การจำแนกสถานะทางกฎหมายระหว่าง "อำนาจตลาด" (Market Power) และ "อำนาจเหนือตลาด" (Dominance) เป็นจุดชี้ขาดสำคัญในคดีนี้ เนื่องจากคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ตัดสินใจว่ากรณีของ Shopee เข้าข่าย "การกระทำอันเป็นการค้าขายที่ไม่เป็นธรรม" ตามมาตรา 57 ของ พ.ร.ก.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 แทนที่จะเป็นการ "ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหรือสิทธิอื่นใด" หรือการ "ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหรือสิทธิอื่นใด" ที่เกี่ยวข้องกับการมีอำนาจเหนือตลาดตาม มาตรา 50 ซึ่งเป็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญต่อขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย

เหตุผลที่สัดส่วนส่วนแบ่งตลาด 44.49% อาจไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ "อำนาจเหนือตลาด" ในบริบทนี้ มีปัจจัยทางกฎหมายและข้อเท็จจริงที่สนับสนุนดังนี้:

  • เกณฑ์ทางกฎหมายที่เข้มงวด: การมี "อำนาจเหนือตลาด" ตามกฎหมายไทยไม่ได้พิจารณาจากส่วนแบ่งตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าผู้ประกอบธุรกิจมีศักยภาพในการกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าโดยลำพัง โดยไม่คำนึงถึงปฏิกิริยาของผู้แข่งขันรายอื่น ซึ่งส่วนแบ่งตลาดเพียง 44.49% แม้จะสูง แต่ในทางปฏิบัติอาจยังไม่ถึงระดับที่ถือว่า "เหนือกว่า" คู่แข่งจนสามารถเพิกเฉยต่อแรงกดดันจากตลาดได้
  • โครงสร้างตลาดและพฤติกรรม: แม้ส่วนแบ่งตลาดรวมของผู้ประกอบการรายใหญ่ 3 รายจะสูงถึง 95.31% แต่ กขค. มองว่าพฤติกรรมของ Shopee (การบังคับเข้าร่วมโปรโมชันโดยไม่ได้รับความยินยอม) เข้าข่าย "การกระทำอันเป็นการค้าขายที่ไม่เป็นธรรม" ซึ่งครอบคลุมการเอาเปรียบคู่ค้าหรือผู้บริโภคในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่จำเป็นต้องมีสถานะ "ผูกขาด" หรือ "เหนือตลาด" อย่างสมบูรณ์
  • ความแตกต่างของบทลงโทษ: การตีความว่าเป็น "การค้าขายที่ไม่เป็นธรรม" (มาตรา 57) ทำให้ กขค. สามารถใช้ดุลยพินิจในการกำหนดค่าปรับตามความรุนแรงของพฤติกรรมและความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง (เช่น ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้ขาย) แทนที่จะยึดติดกับเกณฑ์การคำนวณค่าปรับที่อาจแตกต่างกันหากพิสูจน์ได้ว่ามี "อำนาจเหนือตลาด" ซึ่งมักมีเกณฑ์การพิสูจน์ที่ซับซ้อนและสูงมากกว่า

ดังนั้น การที่ กขค. เลือกใช้ฐานความผิดตาม มาตรา 57 แทน มาตรา 50 สะท้อนให้เห็นว่า แม้ Shopee จะมีอิทธิพลในตลาดสูง แต่ในทางกฎหมายแล้ว การกระทำดังกล่าวถูกจัดอยู่ในหมวดของการ "เอาเปรียบ" หรือ "จำกัดการแข่งขัน" ในระดับที่กว้างกว่าการ "ผูกขาด" ซึ่งช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีความยืดหยุ่นและตรงประเด็นกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงมากกว่า

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: นัยต่อการปรับโครงสร้างธุรกิจและกลยุทธ์ป้องกัน

องค์กรควรทบทวนนโยบายการบังคับเงื่อนไขกับคู่ค้าและพันธมิตร เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม แม้จะไม่มีอำนาจเหนือตลาด

  • การปรับโครงสร้างสัญญา: ต้องตรวจสอบว่าเงื่อนไขในสัญญาหรือข้อกำหนดการใช้งาน (Terms of Service) ไม่มีการผูกมัดให้คู่ค้าต้องเข้าร่วมโปรโมชันหรือยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมโดยขาดการแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือความยินยอมอย่างแท้จริง
  • กลไกการแจ้งเตือนและยินยอม: ต้องมีระบบที่ชัดเจนในการแจ้งข้อมูลและขอความยินยอมจากคู่ค้าก่อนดำเนินการใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรหรือต้นทุนทางธุรกิจ เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าไม่ได้บังคับโดยพลการ
  • การประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย: แม้การกระทำจะเข้าข่าย "การกระทำที่ไม่เป็นธรรม" ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน (เช่น มาตรา 57 ตามที่ระบุในข้อเท็จจริง) ซึ่งแตกต่างจากการใช้อำนาจเหนือตลาด (มาตรา 50) แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกสั่งปรับเป็นจำนวนเงินที่คำนวณจากสัดส่วนรายได้ (เช่น 10% ของรายได้) หากพิสูจน์ได้ว่ามีการสร้างความเสียหายหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้แก่คู่ค้า

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: หลักฐานและกระบวนการทางกฎหมาย

การพิจารณาความสมบูรณ์ของพยานหลักฐานในคดีนี้ต้องมุ่งเน้นไปที่กระบวนการบังคับใช้เงื่อนไขทางธุรกิจกับคู่ค้า โดยต้องตรวจสอบว่า Shopee ได้มีการแจ้งล่วงหน้าหรือได้รับความยินยอมจากผู้ขายก่อนเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายหรือไม่ รวมถึงการประเมินความถูกต้องของค่าปรับ 3.47 ล้านบาท ซึ่งอ้างอิงจากมูลค่าธุรกรรมและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจริงของธุรกิจ โดยต้องพิจารณาว่ามีการคำนวณจากฐานรายได้รวมที่เกิน 19,134 ล้านบาทในปี 2566-2567 อย่างเหมาะสมหรือไม่

  • การแจ้งเตือนและยินยอม: ตรวจสอบความชัดเจนของหลักฐานการสื่อสารว่ามีการบังคับเข้าร่วมโปรโมชันหรือกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ขายในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 ถึงสิงหาคม 2567
  • ฐานการคำนวณค่าปรับ: ทบทวนวิธีการคิดค่าปรับที่อ้างอิงจากต้นทุนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นและความเสียหายทางการเงินจริงของผู้ขาย ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาความรุนแรงของพฤติกรรม
  • ขอบเขตความรับผิด: ตรวจสอบเหตุผลทางกฎหมายที่ กขค. ไม่ดำเนินคดีกับบุคคลตามข้อ 84 เนื่องจากขาดหลักฐานที่ชัดเจน แม้จะลงโทษบริษัทตามข้อ 82 แล้วก็ตาม
  • ระยะเวลาและกระบวนการ: พิจารณาความสมเหตุสมผลของกระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เวลาประมาณ 6 ปี ตั้งแต่เริ่มสอบสวนจนถึงการประกาศผล ซึ่งอาจมีผลต่อการตีความความทันสมัยของข้อมูลตลาด

บทสรุป: แนวทางปฏิบัติสำหรับฝ่ายกฎหมายองค์กร

จากการที่อดีตนายกสมาคมฯ กขค. ตั้งข้อสังเกตว่ากรณี Shopee อาจเป็นการใช้ "อำนาจตลาด" แทน "อำนาจเหนือตลาด" ซึ่งส่งผลให้บทลงโทษเป็นค่าปรับทางปกครอง (3.47 ล้านบาท) แทนโทษทางอาญาหรือการสั่งห้ามพฤติกรรมโดยตรง ฝ่ายกฎหมายองค์กรจึงต้องปรับกลยุทธ์การออกแบบสัญญาและกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น โดยเน้นการป้องกันความเสี่ยงจากการถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อคู่ค้า แม้จะไม่มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงเกณฑ์ "เหนือตลาด" ก็ตาม

แนวทางปฏิบัติที่ควรนำมาประยุกต์ใช้ในสัญญาและกระบวนการทำงาน ได้แก่:

  • ทบทวนเงื่อนไขการเข้าร่วมโปรโมชั่น: ตรวจสอบสัญญาว่าจ้างหรือข้อตกลงกับซัพพลายเออร์และร้านค้าว่ามีการบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายโดยไม่มีทางเลือก หรือกำหนดเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า
  • สร้างกลไกการแจ้งเตือนและยินยอม (Consent Mechanism): ออกแบบระบบให้ร้านค้าหรือคู่ค้าต้องให้ความยินยอมอย่างชัดเจน (Explicit Consent) ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ และต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าตามสมควร เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาว่าดำเนินการโดยปราศจากการตกลงหรือแจ้งให้ทราบ
  • ประเมินความสมดุลของผลประโยชน์: วิเคราะห์ว่าเงื่อนไขในสัญญานำไปสู่การสร้างความเสียหายทางการเงินหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่สมส่วนสำหรับคู่ค้าหรือไม่ โดยควรจัดทำบันทึกการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์ความสุจริตและความเป็นธรรมของเงื่อนไข
  • กำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์และแก้ไขข้อร้องเรียน: มีช่องทางที่ชัดเจนและรวดเร็วสำหรับคู่ค้าในการร้องเรียนหรือคัดค้านเงื่อนไขในสัญญา รวมถึงมีกระบวนการภายในที่พร้อมปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหากพบว่าเป็นการจำกัดการแข่งขันหรือไม่เป็นธรรม เพื่อลดโอกาสในการถูกดำเนินคดีหรือถูกปรับ

การออกแบบสัญญาที่โปร่งใสและเป็นธรรมไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว ท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่มีแนวโน้มจะเข้มงวดขึ้นในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย

กขค. ใช้ฐานกฎหมายใดในการลงโทษ Shopee และเพราะเหตุใดจึงไม่ใช้ฐานการใช้อำนาจเหนือตลาด?

กขค. ตัดสินว่ากรณีนี้เป็นการกระทำความผิดฐานปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57 จึงลงโทษด้วยค่าปรับทางปกครองตามมาตรา 82 แทนที่จะใช้ฐานการใช้อำนาจเหนือตลาดตามมาตรา 50 เนื่องจากพฤติการณ์การบังคับให้ผู้ขายเข้าร่วมโปรโมชันโดยไม่ได้รับความยินยอมเข้าข่ายการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมมากกว่าการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยตรง

ปัจจัยใดที่ กขค. พิจารณาในการกำหนดจำนวนเงินค่าปรับ 3.47 ล้านบาท?

คณะกรรมการพิจารณาความรุนแรงของพฤติกรรม การที่ผู้ขายได้รับความเสียหายทางการเงินจริง และต้นทุนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าปรับ โดยไม่ได้คำนวณจากเพดานร้อยละ 10 ของรายได้รวมตามที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุด

Shopee มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษนี้ต่อศาลหรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไร?

Shopee มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองได้ หากไม่เห็นด้วยกับผลการวินิจฉัย โดยต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการฟ้องคดีปกครอง

แหล่งอ้างอิง

นำ AI มาใช้ในงานกฎหมายอย่างรอบคอบ

MeshLaw คือเครื่องมือจัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ แม่นยำ ตรวจสอบได้ ไม่มีการเดา

ดู MeshLaw →

← ดูบทสรุปทั้งหมด

จัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ — MeshLaw ทดลองใช้ฟรี →