คำพิพากษา

วิเคราะห์ข้อจำกัดอำนาจ กกต. กรณีฮั้ว สว.: เสี่ยงผิด ม.157 หากไม่ส่งศาลฎีกาตาม พ.ร.ป. 2561

2026-09-14 · อ่าน 2 นาที · MeshLaw กองบรรณาธิการ

ข่าวต้นเรื่อง: "อภิสิทธิ์ ชี้ กกต. ไม่มีอำนาจชี้ขาดคดีฮั้ว สว. แนะส่งศาลฎีกาตามบรรทัดฐานเดิม เตือนหากขัดกฎหมายเข้าข่ายสองมาตรฐาน-ผิด ม.157" (thestandard.co) · ค้นหาต้นฉบับ ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ต้นฉบับที่ AI เรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจากรายงานข่าวจริง 3 แหล่ง (ไม่ใช่การแปลหรือคัดลอกต้นฉบับ) ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ

ประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการชี้ขาดคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา กำลังกลายเป็นจุดสำคัญทางกฎหมายที่ทนายความและฝ่ายกฎหมายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีรายงานว่าการตีความอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 อาจส่งผลโดยตรงต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการและสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง หาก กกต. ดำเนินการขัดต่อหลักนิติธรรมหรือบรรทัดฐานเดิม อาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งสร้างความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างสูงต่อสถานะของคำวินิจฉัยและกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม

ทำไมต้องจับตาประเด็นอำนาจ กกต. ในตอนนี้

ความเร่งด่วนของวาระการพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน 2569 และข้อเรียกร้องให้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพื่อรักษาความชอบธรรมของกระบวนการ

สถานการณ์ปัจจุบันมีความเร่งด่วนอย่างยิ่ง เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดนัดหมายเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นจุดตัดสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของกระบวนการยุติธรรมในกรณีนี้ การที่พรรคเพื่อไทยและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาเรียกร้องผ่านเวทีแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมาย จึงไม่ใช่เพียงการกดดันทางการเมือง แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าหาก กกต. ใช้ดุลยพินิจไม่ส่งเรื่องดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งโดยรวม

ข้อเรียกร้องหลักตั้งอยู่บนพื้นฐานของบทเฉพาะกาลแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 (มาตรา 62) ซึ่งระบุชัดเจนว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่มีทางเลือกอื่น (No discretion) การอ้างถึงแนวปฏิบัติเดิมและคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีตว่า การซื้อขายคะแนนเสียงหรือการตกลงกันเพื่อแลกเปลี่ยนคะแนนผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันไลน์ ถือเป็นความผิดที่กระทบต่อความสุจริตในการเลือกตั้งโดยตรง จึงทำให้การที่ กกต. จะพิจารณาเองหรือมีมติไม่ส่งศาลในกรณีที่มีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกัน อาจถูกตีความว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือ "สองมาตรฐาน" ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม

นอกจากนี้ การส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อรักษาความชอบธรรมของกระบวนการ เนื่องจากมีข้อกังวลเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกรรมการ กกต. บางส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สว. ในรอบปัจจุบัน การให้ศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้พิพากษาอิสระเป็นผู้ชี้ขาดสุดท้าย จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะว่ากระบวนการตรวจสอบความผิดทางอาญาและการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่ถูกแทรกแซงโดยผู้มีส่วนได้เสีย หาก กกต. ตัดสินใจไม่ปฏิบัติตามแนวทางนี้ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมายตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ประกาศความพร้อมในการสนับสนุนผู้เสียหายให้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ หากพบว่าการตัดสินใจของ กกต. ขัดต่อข้อกฎหมายดังกล่าว

ข้อจำกัดอำนาจตามกฎหมาย: บทที่ 62 ของ พ.ร.ป. การได้มาซึ่ง สว.

ข้จำกัดอำนาจตามกฎหมาย: บทที่ 62 ของ พ.ร.ป. การได้มาซึ่ง สว.

ประเด็นสำคัญทางกฎหมายอยู่ที่การตีความบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใต้ พ.ร.ป. การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะบทที่ 62 ซึ่งกำหนดกรอบการดำเนินการเมื่อพบเหตุทุจริตในการเลือกตั้ง จากข้อเท็จจริงที่มีรายงานระบุว่า ตัวแทนพรรคการเมืองได้ชี้แจงต่อสาธารณะว่า เมื่อมีหลักฐานการทุจริตที่เชื่อถือได้ กกต. ไม่มีดุลพินิจ (Discretion) ในการตัดสินใจเอง แต่มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพื่อชี้ขาดความถูกต้องของการเลือกตั้ง

การตีความดังกล่าวสอดคล้องกับแนวปฏิบัติเดิมและคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต ซึ่งมองว่าพฤติกรรมเช่น การซื้อขายเสียงผ่านแอปพลิเคชันไลน์ หรือการตกลงกันในการลงคะแนนข้ามกลุ่ม ล้วนเป็นความผิดที่กระทบต่อความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง หาก กกต. ตัดสินใจไม่ส่งเรื่องให้ศาลตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยอ้างเหตุผลอื่นที่ไม่ได้มาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จะถือเป็นการตีความที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและอาจนำไปสู่ปัญหาความไม่เท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมาย

  • หน้าที่บังคับตามกฎหมาย: บทที่ 62 กำหนดให้ กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเมื่อมีหลักฐานการทุจริตที่ชัดเจน โดยไม่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจส่วนตัวในการยุติกระบวนการ
  • มาตรฐานทางกฎหมาย: พฤติกรรมทุจริตที่ระบุในข้อเท็จจริง (เช่น การซื้อขายเสียง) เข้าข่ายความผิดที่กระทบต่อความสุจริตของการเลือกตั้งตามแนวปฏิบัติเดิม
  • ผลทางกฎหมายหากละเว้น: การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอาจถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งมีความเสี่ยงทางอาญาตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

ความเสี่ยงทางกฎหมาย: สองมาตรฐานและข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

การวิเคราะห์กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินใจไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ป. การได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ทั้งที่มีข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตหรือผิดกฎหมายเลือกตั้ง การกระทำดังกล่าวอาจถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้โดยตรง

ตัวแทนพรรคเพื่อไทยได้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวปฏิบัติเดิมและคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต เคยกำหนดว่าพฤติการณ์เช่นการแลกเปลี่ยนคะแนนเสียงผ่านช่องทางดิจิทัลหรือการตกลงกันในการลงคะแนน (Cross-voting) ถือเป็นความผิดที่กระทบต่อความสุจริตของกระบวนการเลือกตั้ง หาก กกต. ใช้มาตรฐานที่แตกต่างจากกรณีก่อนหน้าโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ จะถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือ "สองมาตรฐาน" ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

  • ความเสี่ยงด้านอาญา: การไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน อาจถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157)
  • มาตรฐานที่ขัดแย้ง: การใช้เกณฑ์การพิจารณาที่แตกต่างจากแนวปฏิบัติเดิมหรือคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีต โดยไม่มีเหตุผลรองรับทางกฎหมาย
  • ช่องทางเยียวยา: หาก กกต. ตัดสินใจขัดต่อหลักกฎหมาย ผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าว

ปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกรรมการ กกต.

ประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกรรมการ กกต. ในกรณีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีรายงานว่ามีกรรมการ กกต. 4 คนที่มาจากกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งอาจมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีฮั้วเลือก สว. ที่กำลังถูกตรวจสอบ การที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือกลุ่มผลประโยชน์เดียวกันมีบทบาทในการวินิจฉัยคดี อาจนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลางและมาตรฐานทางกฎหมายได้

เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมและป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นที่ศาลฎีกาจะต้องเป็นผู้ชี้ขาดในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่หรือการตีความกฎหมายที่ขัดแย้งกับแนวปฏิบัติเดิม การส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะช่วยสร้างความมั่นใจว่ากระบวนการตัดสินเป็นไปอย่างอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากผลประโยชน์ทับซ้อนภายในองค์กร

  • กรรมการ กกต. 4 คนจากกลุ่ม สว. ชุดปัจจุบันอาจมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี
  • การวินิจฉัยโดยองค์กรที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอาจถูกโต้แย้งว่าไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อหลักนิติธรรม
  • ศาลฎีกาควรเป็นผู้ชี้ขาดเพื่อความเป็นกลางและสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่เข้มงวด

บรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญและแนวปฏิบัติเดิม

การอ้างอิงแนวปฏิบัติเดิมในประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีรายงานจากแหล่งข่าวว่ามีการอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเคยยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นั้นชอบด้วยกฎหมาย การมีอยู่ของบรรทัดฐานดังกล่าวทำให้ขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดีมีความมั่นคงทางกฎหมาย หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินใจไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาโดยอ้างว่ากระบวนการเดิมมีข้อบกพร่อง อาจเข้าข่ายการละเมิดหลักการความต่อเนื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ศาลเคยวินิจฉัยไว้แล้ว

นอกจากนี้ แนวปฏิบัติเดิมยังครอบคลุมถึงพฤติการณ์การซื้อคะแนนเสียงผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น การซื้อขายคะแนนหรือการตกลงกันในการลงคะแนนข้ามกลุ่มผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง การที่ กกต. จะพิจารณาใช้มาตรฐานใหม่หรือตีความกฎหมายในลักษณะที่ต่างจากแนวปฏิบัติที่เคยยอมรับกันมาก่อน อาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือการตีความที่ขัดต่อหลักนิติธรรม โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเท็จจริงว่ามีการกดดันให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

  • ความชอบด้วยกฎหมายของ DSI: มีรายงานการอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการสอบสวนโดย DSI ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน
  • พฤติกรรมผ่านแอปพลิเคชัน: แนวปฏิบัติเดิมมองว่าการซื้อขายคะแนนหรือข้อตกลงลงคะแนนผ่านแอปพลิเคชันเป็นความผิดที่กระทบความยุติธรรม
  • ความเสี่ยงทางกฎหมาย: การตีความกฎหมายที่ขัดกับบรรทัดฐานเดิมอาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา

แนวทางปฏิบัติสำหรับนักกฎหมาย: การตรวจสอบและเตรียมการฟ้องร้อง

ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดสินใจไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตามบทบัญญัติของ พ.ร.ป. การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติเดิม ทนายความและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตรวจสอบหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเฉพาะหลักฐานการทุจริตที่อาจบ่งชี้ถึงเจตนาบิดเบือนผลการเลือกตั้ง เช่น การซื้อขายเสียงหรือการตกลงข้ามพรรค ซึ่งต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานว่าเพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดหรือไม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีที่ต้องดำเนินคดีอาญาต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ

การเตรียมการฟ้องร้องควรครอบคลุมทั้งการรวบรวมเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และการประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้มาตรฐานที่แตกต่างจากคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญและแนวปฏิบัติเดิม หาก กกต. มีมติที่ขัดต่อข้อกฎหมายดังกล่าว ผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีได้ โดยต้องพิจารณาประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกรรมการ กกต. ที่อาจมีผลต่อความชอบธรรมของกระบวนการพิจารณา เพื่อใช้เป็นฐานในการโต้แย้งความชอบธรรมของคำสั่งหรือมติของ กกต. ต่อศาล

  • การตรวจสอบหลักฐานการทุจริต: วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานการทุจริต เช่น การซื้อขายเสียงหรือการตกลงข้ามพรรค ว่าเพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดหรือไม่
  • การประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย: พิจารณาความเสี่ยงจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ที่อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา
  • การเตรียมการฟ้องร้อง: เตรียมเอกสารและพยานหลักฐานสำหรับการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีที่มีมติขัดต่อข้อกฎหมาย
  • การพิจารณาความขัดแย้งทางผลประโยชน์: ประเมินประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของกรรมการ กกต. ที่อาจมีผลต่อความชอบธรรมของกระบวนการพิจารณา

คำถามที่พบบ่อย

กกต. มีหน้าที่ส่งเรื่องคดีฮั้ว สว. ไปยังศาลฎีกาหรือไม่

ตามพ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กกต. ไม่มีอำนาจชี้ขาดเอง หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้ง กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาโดยไม่มีอำนาจใช้ดุลยพินิจ

การที่ กกต. ไม่ส่งคดีให้ศาลฎีกาอาจมีความผิดทางอาญาหรือไม่

หาก กกต. ตัดสินใจไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาโดยขัดต่อหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติเดิม อาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

กรณีที่มีกรรมการ กกต. เกี่ยวข้องกับ สว. จะส่งผลต่อการพิจารณาคดีอย่างไร

การที่กรรมการ กกต. บางส่วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหา ทำให้ขาดความเป็นกลางตามกฎหมาย จึงควรให้ศาลฎีกาเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดขั้นสุดท้ายเพื่อรักษาความยุติธรรม

แหล่งอ้างอิง

นำ AI มาใช้ในงานกฎหมายอย่างรอบคอบ

MeshLaw คือเครื่องมือจัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ แม่นยำ ตรวจสอบได้ ไม่มีการเดา

ดู MeshLaw →

← ดูบทสรุปทั้งหมด

จัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ — MeshLaw ทดลองใช้ฟรี →