คำพิพากษา

ศาลยกฟ้องคดีปิดปาก vs นิรโทษกรรม 112: วิเคราะห์ความเสี่ยง PDPA และ AI สำหรับองค์กรไทย

2026-07-15 · อ่าน 3 นาที · MeshLaw กองบรรณาธิการ

ข่าวต้นเรื่อง: "มิถุนายน 2569: ศาลยกฟ้อง 2 คดีฟ้องปิดปาก ขณะวุฒิสภาพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม ‘ไม่รวมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี รวมถึงเยาวชน’" (ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน) · ค้นหาต้นฉบับ ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ต้นฉบับที่ AI เรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจากรายงานข่าวจริง 2 แหล่ง (ไม่ใช่การแปลหรือคัดลอกต้นฉบับ) ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ

มีรายงานว่ามีคดีถูกฟ้องปิดปากในไทยสูงถึง 1,347 คดี โดย 589 คดียังคงดำเนินอยู่ ขณะที่วุฒิสภาพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมโดยระบุชัดเจนว่าไม่รวมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวทางการต่อสู้คดีของทนายความและองค์กรสิทธิมนุษยชน

สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายด้านความเสี่ยงทางกฎหมายใหม่ ๆ โดยเฉพาะในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้ PDPA และการใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์คดี เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมยังคงมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงต่อการถูกตีความใหม่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

สถานการณ์ปัจจุบัน: ศาลยกฟ้องคดีปิดปาก ขณะวุฒิสภาพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

สถานการณ์ปัจจุบัน: ศาลยกฟ้องคดีปิดปาก ขณะวุฒิสภาพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

สถานการณ์ทางกฎหมายในไทยกำลังเผชิญกับความซับซ้อนสองทิศทางที่ส่งผลต่อองค์กรและภาคประชาสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านหนึ่ง กระบวนการยุติธรรมมีแนวโน้มการตีความคดีหมิ่นประมาทที่มิใช่เจตนาปกป้องชื่อเสียงแต่เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือ SLAPP) ให้แคบลง โดยมีรายงานจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) ว่ามีการฟ้องร้องคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองสูงถึง 1,347 คดี และยังคงดำเนินอยู่ 589 คดี อย่างไรก็ตาม มีพัฒนาการเชิงบวกเมื่อศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีหมิ่นประมาทในคดีของ "โกวิท โพธิสาร" และ "เมธาวดี" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาลอาจเริ่มพิจารณาเจตนาและบริบทของการแสดงความคิดเห็นสาธารณะมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน กระบวนการนิติบัญญัติกำลังเดินหน้าผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมหรือกฎหมายส่งเสริมความสงบสุขทางสังคมในวุฒิสภา ซึ่งผ่านการพิจารณาครั้งที่ 2 และ 3 แล้ว แต่มีประเด็นสำคัญที่ร่างกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดข้อยกเว้นชัดเจน โดยไม่ครอบคลุมคดีมาตรา 112 (ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์) ทุกกรณี รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน สิ่งนี้สร้างความชัดเจนในเชิงนโยบายว่ากระบวนการนิรโทษกรรมในวาระนี้มีขอบเขตจำกัด ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขคดีทางการเมืองที่มีลักษณะอ่อนไหวสูงหรือคดีอาญาพิเศษได้

ประเด็นหลัก: ขอบเขตของกฎหมายนิรโทษกรรมและผลต่อคดีมาตรา 112

การที่วุฒิสภาตัดสินใจยกเว้นคดีมาตรา 112 ออกจากขอบเขตนิรโทษกรรม ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางกฎหมายของบุคคลที่ถูกดำเนินคดีในประเด็นดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีของ "ฟ้า" และ "ฟิวส์" โดยลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน และยกเลิกข้อจำกัดการสวมกำไล EM ในบางกรณี แต่สถานะความผิดทางอาญายังคงดำรงอยู่จนกว่าคำพิพากษาจะถึงที่สุด

นอกจากนี้ คดีอื่นๆ ที่ยังคงอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์หรือฎีกา เช่น คดีของ "ศักดิ์" และ "คารมพจน์" ที่ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นจำคุก 2 ปี, คดีของ "ไพบูรณ์" ที่ศาลฎีกายืนตามโทษจำคุก 8 ปี โดยไม่มีการรอการลงโทษ, และคดีของ "มิกค์" พันธุม ที่โทษจำคุก 4 เดือนและปรับ 20,000 บาทยังคงมีผลบังคับใช้ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังไม่ได้รับประโยชน์จากกระบวนการนิรโทษกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: ความไม่แน่นอนทางกฎหมายและความเสี่ยงต่อองค์กร

สำหรับองค์กรไทย ความไม่แน่นอนนี้สร้างความเสี่ยงในสองมิติหลัก มิติแรกคือความเสี่ยงทางกฎหมายส่วนบุคคลของพนักงานหรือสมาชิกองค์กรที่อาจเคยมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นสาธารณะ หากองค์กรไม่สามารถแยกแยะได้ว่ากิจกรรมใดเข้าข่ายถูกคุ้มครองภายใต้แนวคิดการปกป้องผู้แสดงความคิดเห็นสาธารณะ (Public Interest) หรือตกอยู่ในข่ายของการถูกฟ้องคดี SLAPP องค์กรอาจต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีและชื่อเสียงที่เสียหาย

มิติที่สองคือความท้าทายในการบริหารจัดการข้อมูลและระบบเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงกรอบกฎหมาย PDPA และ AI องค์กรจำเป็นต้องทบทวนนโยบายการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีความหรือผู้แสดงความคิดเห็นอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือสร้างภาระทางกฎหมายเพิ่มเติมในภายหลัง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในยุคความขัดแย้ง

ในบริบทของความขัดแย้งทางสังคมและการดำเนินคดีที่เพิ่มขึ้น องค์กร

ประเด็นหลัก: ขอบเขตของกฎหมายนิรโทษกรรมและผลต่อคดีมาตรา 112

ประเด็นหลัก: ขอบเขตของกฎหมายนิรโทษกรรมและผลต่อคดีมาตรา 112

สถานการณ์ทางกฎหมายในปัจจุบันสะท้อนถึงความชัดเจนในการแยกแยะขอบเขตของอำนาจนิรโทษกรรม โดยร่างกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมความสงบสุขทางสังคม (กฎหมายนิรโทษกรรม) ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของวุฒิสภา ได้กำหนดข้อยกเว้นอย่างชัดเจนว่า ไม่ครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน ทำให้คดีลักษณะดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่สามารถอ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อพ้นจากความรับผิดทางอาญาได้

แม้ว่ารายงานจากองค์กรสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนอย่าง TLHR จะระบุว่ามีการฟ้องร้องคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงมิถุนายน 2569 จำนวน 1,347 คดี และในจำนวนนี้มีคดีที่ยังคงดำเนินอยู่ 589 คดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปริมาณคดีที่สูงมาก แต่การตัดคดีมาตรา 112 ออกจากรายชื่อบุคคลที่ได้รับการนิรโทษกรรม ยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมสำหรับคดีเหล่านี้ยังคงดำเนินไปตามครรลองของกฎหมายอาญาทั่วไป เช่น การพิจารณาโทษจำคุกหรือการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งแตกต่างจากคดีอื่น ๆ ที่อาจได้รับการผ่อนผันหรืออภัยโทษ

ดังนั้น สำหรับองค์กรและภาคส่วนต่าง ๆ ที่ต้องติดตามสถานการณ์ทางกฎหมาย การเข้าใจว่าคดีมาตรา 112 ไม่ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย (Legal Risk) ที่ยังคงมีอยู่สูงและไม่สามารถลดทอนลงได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองในมิติของการนิรโทษกรรมทั่วไป

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: ความไม่แน่นอนทางกฎหมายและความเสี่ยงต่อองค์กร

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: ความไม่แน่นอนทางกฎหมายและความเสี่ยงต่อองค์กร

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมและความไม่ชัดเจนของนโยบายสาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในมิติของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและกฎหมาย แม้รายงานจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) จะระบุว่ามีการฟ้องร้องคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 จำนวน 1,347 คดี และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 589 คดี แต่ประเด็นสำคัญที่องค์กรธุรกิจต้องจับตามองคือแนวทางการยกฟ้องคดี "ปิดปาก" (Strategic Lawsuit Against Public Participation - SLAPP) ที่ปรากฏในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์บางคดี ซึ่งสร้างความหวังแต่ก็สร้างความสับสนในทางปฏิบัติ

ความไม่แน่นอนนี้เกิดจากบริบททางการเมืองที่กำลังมีการพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวุฒิสภา ซึ่งมีการระบุชัดเจนว่าจะไม่รวมคดีมาตรา 112 และคดีเยาวชน อย่างไรก็ตาม การตีความกฎหมายนิรโทษกรรมในอนาคตอาจไม่ครอบคลุมถึงคดีแพ่งหรือคดีอาญาที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา หรือคดีที่สิ้นสุดไปแล้วแต่ยังมีการบังคับคดีอยู่ ส่งผลให้องค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจตกอยู่ในสถานะ "สุ่มเสี่ยง" ต่อการถูกฟ้องร้องหรือถูกกดดันทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีแนวโน้มว่าศาลอาจมีคำพิพากษาที่เอื้ออำนวยในบางกรณีก็ตาม

สำหรับองค์กรไทย ความท้าทายหลักไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่คือการประเมินความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (Risk Assessment) ในยุคที่กฎหมายยังไม่ตกผลึก องค์กรอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่พนักงานหรือผู้บริหารถูกฟ้องร้องในคดีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางสังคมหรือการแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร (Reputational Risk) อย่างรุนแรง ดังนั้น การมีมาตรการรองรับที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในยุคความขัดแย้ง

ในบริบทของความขัดแย้งทางกฎหมายและสังคม องค์กรไทยต้องทบทวนมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเก็บรวบรวมหรือเปิดเผยข้อมูลของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีความ หรือข้อมูลของพนักงานที่อาจถูกมองว่ามีความเห็นขัดแย้งกับองค์กร

ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่:

  • ความชอบธรรมในการประมวลผลข้อมูล: องค์กรควรตรวจสอบว่ามีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานหรือบุคคลภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ใด หากมีการเก็บข้อมูลเพื่อติดตามพฤติกรรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองของพนักงาน อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของ PDPA ที่ว่าด้วยการเก็บข้อมูลโดยชอบธรรมและโปร่งใส
  • การจัดการข้อมูลในคดีความ: หากองค์กรถูกฟ้องร้องหรือต้องดำเนินคดีกับบุคคลอื่น การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของคู่กรณีต่อสาธารณะหรือสื่อมวลชน ต้องมีฐานกฎหมายรองรับที่ชัดเจน เช่น ความยินยอม หรือประโยชน์สาธารณะที่ชัดเจน มิฉะนั้นอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องกลับในคดีละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
  • นโยบายความเป็นส่วนตัวภายในองค์กร: องค์กรควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์และการแสดงความคิดเห็นของพนักงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือการ divulge ข้อมูลลับขององค์กรโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นหลักฐานในคดีความได้

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: การกำกับดูแลเทคโนโลยี AI และทรัพย์สินทางปัญญา

นอกจากประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว องค์กรไทยยังต้องระวังความเสี่ยงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการสร้างเนื้อหาหรือวิเคราะห์ข้อมูล โดยเฉพาะในบริบทของคดีความและประเด็นสังคมที่อ่อนไหว

ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่:

  • ความรับผิดชอบของเนื้อหาที่สร้างโดย AI: หากองค์กรหรือพนักงานใช้เครื่องมือ AI ในการสร้างข้อความ วิเคราะห์ข่าว หรือสร้างภาพเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดหรือการสื่อสารภายในองค์กร องค์กรต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลนั้นๆ หากเนื้อหาที่สร้างโดย AI มีลักษณะหมิ่นประมาท หรือละเมิดสิทธิผู้อื่น องค์กรอาจถูกดำเนินคดีได้

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในยุคความขัดแย้ง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในยุคความขัดแย้ง

สถานการณ์ทางกฎหมายและสังคมในปัจจุบันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และคดีปิดปาก (SLAPPs) ส่งผลให้ขอบเขตของการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กรไทยต้องทบทวนอย่างละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในแง่ของ "วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม" และ "ความชอบธรรมในการประมวลผล" ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนอาจตกอยู่ในความเสี่ยงหากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลพนักงาน ลูกค้า หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตามพฤติกรรมทางการเมืองหรือความเชื่อ ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของ PDPA ที่กำหนดให้ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและโปร่งใสต่อเจ้าของข้อมูล

ความเสี่ยงหลักที่เกิดขึ้นคือ การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่แจ้งไว้ (Purpose Limitation) เช่น การนำประวัติการเข้าร่วมชุมนุมหรือความคิดเห็นทางการเมืองของพนักงานมาประเมินผลการทำงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อหน่วยงานรัฐในบริบทของความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะมีข่าวว่าวุฒิสภาพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ตัดคดีมาตรา 112 ออก แต่ความไม่แน่นอนของกระบวนการยุติธรรมยังคงมีอยู่ องค์กรจึงควรตรวจสอบนโยบายการเก็บรักษาข้อมูล (Data Retention Policy) ว่ามีการเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) เช่น เชื้อชาติ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิศาสนา หรือพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent) หรือไม่ หากไม่มีฐานความชอบธรรมอื่นที่ชัดเจน การใช้ข้อมูลดังกล่าวอาจถูกมองเป็นการละเมิด PDPA ได้

นอกจากนี้ องค์กรต้องระวังเรื่องการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) กับบุคคลที่สาม โดยเฉพาะเมื่อมีคำสั่งศาลหรือกระบวนการสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับคดีความทางการเมือง การเปิดเผยข้อมูลพนักงานหรือลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่ความรับผิดทางแพ่งและอาญาภายใต้ PDPA ได้ องค์กรควรจัดทำมาตรการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Access Control) ที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยบุคคลภายในองค์กรหรือบุคคลภายนอกที่อาจมีแรงจูงใจทางการเมือง

สรุปประเด็นความเสี่ยงและแนวทางปฏิบัติ:

  • ทบทวนวัตถุประสงค์การเก็บข้อมูล: ตรวจสอบว่านโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ขององค์กรระบุวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลชัดเจนหรือไม่ และห้ามใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือติดตามพฤติกรรมส่วนบุคคลที่มิชอบด้วยกฎหมาย
  • จัดการข้อมูลอ่อนไหวอย่างเคร่งครัด: หลีกเลี่ยงการเก็บรวบรวม "ข้อมูลอ่อนไหว" เช่น ความเห็นทางการเมืองหรือความเชื่อ หากไม่มีความจำเป็นโดยชอบด้วยกฎหมาย และหากมีการเก็บต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล
  • ควบคุมการเข้าถึงและแบ่งปันข้อมูล: จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่ถูกต้อง และห้ามแบ่งปันข้อมูลให้บุคคลที่สามโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีฐานกฎหมายรองรับ
  • เตรียมแผนตอบสนองต่อเหตุการณ์ละเมิดข้อมูล: จัดทำแผนรับมือกรณีที่มีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยคำนึงถึงบริบทความอ่อนไหวของข้อมูลในสถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมปัจจุบัน

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: การกำกับดูแลเทคโนโลยี AI และทรัพย์สินทางปัญญา

การกำกับดูแลเทคโนโลยี AI และทรัพย์สินทางปัญญา

ในบริบทของความขัดแย้งทางสังคมและกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่ องค์กรไทยจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประมวลผลข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงด้านความรับผิดทางกฎหมายจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูล (Hallucination) หรือการตีความที่ผิดพลาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง แม้ศาลจะยกฟ้องในคดีบางประการ เช่น คดีของ 'โกวิท' และ 'เมฆวดี' ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีหมิ่นประมาท แต่การใช้ AI ในการสรุปหรือวิเคราะห์ข่าวอาจยังมีความเสี่ยงหากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) โดยมนุษย์ร่วมด้วย

นอกจากประเด็นความถูกต้องของข้อมูลแล้ว องค์กรยังต้องระวังเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเมื่อใช้เครื่องมือ AI ที่อาจมีการดึงข้อมูลหรือเนื้อหาที่คุ้มครองลิขสิทธิ์มาประมวลผลโดยไม่ได้รับอนุญาต การนำข้อมูลจากแหล่งข่าวหรือเอกสารศาลมาวิเคราะห์ผ่านระบบอัตโนมัติอาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์หากไม่มีการอ้างอิงหรือได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน องค์กรจึงควรกำหนดนโยบายการใช้ AI ที่ชัดเจน โดยเน้นย้ำให้พนักงานตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและหลีกเลี่ยงการเผยแพร่เนื้อหาที่อาจมีข้อพิพาททางทรัพย์สินทางปัญญา

เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรควรพิจารณาแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  • ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล: ห้ามเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จาก AI โดยตรงโดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวหลักหรือเอกสารศาลอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความรับผิดจากความคลาดเคลื่อน
  • เคารพสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลหรือเนื้อหาที่นำมาประมวลผลด้วย AI ไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และมีการอ้างอิงแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม
  • มีกระบวนการตรวจสอบโดยมนุษย์ (Human-in-the-loop): กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI ก่อนการตัดสินใจหรือการสื่อสารสาธารณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหวหรือมีความขัดแย้งสูง
  • ทบทวนนโยบายการใช้เทคโนโลยี: อัปเดตแนวปฏิบัติภายในองค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางกฎหมายและจริยธรรมในการใช้ AI เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย

คดีปิดปากและนิรโทษกรรมมาตรา 112 ส่งผลต่อความเสี่ยงด้าน PDPA ขององค์กรไทยอย่างไร

องค์กรไทยต้องระวังการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีความหรือกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการละเมิด PDPA หากนำไปเผยแพร่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจัดการข้อมูลดังกล่าวจึงต้องยึดหลักความชอบธรรมและความโปร่งใสเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

การใช้ AI ในการวิเคราะห์คดีหรือติดตามข่าวสารกฎหมายมีความเสี่ยงด้านใด

การใช้ AI ในการสรุปข่าวหรือวิเคราะห์แนวโน้มคดีอาจเกิดข้อผิดพลาดหรือข้อมูลบิดเบือน (Hallucination) ซึ่งหากองค์กรนำไปอ้างอิงหรือเผยแพร่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือละเมิดสิทธิผู้อื่นได้ องค์กรจึงต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวหลักก่อนนำข้อมูลจาก AI ไปใช้ในงานทางการ

องค์กรควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่างไรเมื่อมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ

องค์กรควรทบทวนนโยบายการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤต โดยจำกัดการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีความเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่จำเป็นเท่านั้น และต้องมั่นใจว่ามีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยได้รับความยินยอมหรือมีฐานกฎหมายรองรับตาม PDPA เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

แหล่งอ้างอิง

นำ AI มาใช้ในงานกฎหมายอย่างรอบคอบ

MeshLaw คือเครื่องมือจัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ แม่นยำ ตรวจสอบได้ ไม่มีการเดา

ดู MeshLaw →

← ดูบทสรุปทั้งหมด

จัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ — MeshLaw ทดลองใช้ฟรี →