คำพิพากษา

ศาลยกฟ้องคดีปิดปาก มิ.ย. 69: ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดนิรโทษกรรมไม่รวม ม.112

2026-07-10 · อ่าน 3 นาที · MeshLaw กองบรรณาธิการ

ข่าวต้นเรื่อง: "มิถุนายน 2569: ศาลยกฟ้อง 2 คดีฟ้องปิดปาก ขณะวุฒิสภาพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม ‘ไม่รวมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี รวมถึงเยาวชน’" (ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน) · ค้นหาต้นฉบับ ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ต้นฉบับที่ AI เรียบเรียงขึ้นโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบจากรายงานข่าวจริง 1 แหล่ง (ไม่ใช่การแปลหรือคัดลอกต้นฉบับ) ดูแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ

รายงานข่าวเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่าศาลได้ยกฟ้องคดี SLAPP จำนวน 2 คดี ขณะที่วุฒิสภาพิจารณาพ.ร.บ.นิรโทษกรรมโดยยืนยันว่าคดีมาตรา 112 ไม่ได้รับการยกเว้น ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการตีความกฎหมายและสิทธิในการต่อสู้คดีในบริบททางการเมืองที่อ่อนไหว ทนายความและฝ่ายกฎหมายจึงต้องเฝ้าระวังแนวทางการวินิจฉัยของศาลอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมกลยุทธ์การต่อสู้คดีและประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้

ภาพรวมสถานการณ์: ศาลยกฟ้องคดีปิดปาก amidst การเมืองอ่อนไหว

ศาลยกฟ้องคดี SLAPP: จุดเปลี่ยนหรือเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม

ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ระบบยุติธรรมของไทยเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนจากการตัดสินคดีในสองมิติที่สวนทางกัน ในด้านหนึ่ง ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดี SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) จำนวน 2 คดี ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการตีความกฎหมายที่อาจเปิดช่องว่างสำหรับการแสดงออกของประชาชนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง วุฒิสภากำลังพิจารณาพ.ร.บ.นิรโทษกรรมโดยมีเงื่อนไขชัดเจนว่า "ไม่รวมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี" ซึ่งรวมถึงเยาวชนด้วย การ juxtaposition ของเหตุการณ์ทั้งสองนี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของรัฐต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง

คดี SLAPP ที่ถูกยกฟ้องถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า ศาลชั้นต้นเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงของการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (Public Participation) การยกฟ้องในกรณีเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องสิทธิในการแสดงออก แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานรัฐและเอกชนว่า การฟ้องคดีเพื่อสร้างภาระทางกฎหมายแก่ผู้วิจารณ์อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในวงกว้างยังคงต้องติดตามต่อไปว่า คำพิพากษาเหล่านี้จะกลายเป็นบรรทัดฐาน (Precedent) ที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะต้านทานการฟ้องคดีลักษณะเดิมในอนาคตหรือไม่

ขอบเขตนิรโทษกรรมกับคดีมาตรา 112: ความชัดเจนที่อาจไม่ใช่ความยุติธรรม

ประเด็นร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้คือร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่วุฒิสภากำลังพิจารณา โดยมีการระบุอย่างชัดเจนว่าคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) จะไม่ถูกครอบคลุมอยู่ในวงเล็บของการนิรโทษกรรมใดๆ ไม่ว่ากรณีใด ๆ การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐยังคงมองว่าคดีประเภทนี้เป็น "คดีพิเศษ" ที่อยู่นอกเหนือจากการปรองดองหรือการให้อภัยทางกฎหมายทั่วไป

การตัดคดีมาตรา 112 ออกจากรายชื่อผู้ได้รับการนิรโทษกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ต้องหาจำนวนมากที่ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม หรือผู้ที่อาจได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างรอคำพิพากษา แม้ว่าการนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมคดีเหล่านี้ แต่การมีอยู่ของกฎหมายดังกล่าวในวาระการประชุมอาจถูกตีความว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อคดีความมั่นคง มากกว่าจะเป็นกลไกในการลดความตึงเครียดทางสังคมจริง ๆ

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: แนวทางตีความกฎหมายและสถิติคดี

จากข้อมูลที่มีรายงานเกี่ยวกับคดีความในช่วงกลางปี 2569 พบว่ามีการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองและเสรีภาพในการชุมนุมอย่างน้อย 8 คดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องแม้ในบริบทของการเมืองที่อ่อนไหว

  • คดีเยาวชนและข้อหาอื่น ๆ: ในคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและกลุ่มผู้ชุมนุม มีการตัดสินที่หลากหลาย เช่น คดีของ 'แฟนตา' และ 'ฟยู่' ที่ได้รับโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือนแต่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ส่วนคดีของ 'แฟนตา' ยังมีการปลดเครื่องติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (EM) อีกด้วย ขณะที่คดีของ 'ซาดิ' และ 'กันพิรม' ในข้อหาพยายามวางเพลิง ได้รับโทษจำคุก 2 ปี แต่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นศาลฎีกา
  • คดีรุนแรงและข้อหาอื่น ๆ: ในคดีที่มีลักษณะรุนแรงกว่า เช่น ข้อหาครอบครองวัตถุระเบิด ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 'ไพฑูรย์' เป็นเวลา 8 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ซึ่งแตกต่างจากคดีอื่น ๆ ที่มีการรอการลงโทษหรือปล่อยตัวชั่วคราว
  • คดีหมิ่นประมาทและทรัพย์สิน: ในคดีจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องข้อหาทำลายทรัพย์สินของ 'หลวง

ประเด็นหลัก: ขอบเขตการนิรโทษกรรมกับคดีมาตรา 112

ประเด็นหลัก: ขอบเขตการนิรโทษกรรมกับคดีมาตรา 112

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่อ่อนไหวและมีการพิจารณาประเด็นการนิรโทษกรรมอย่างกว้างขวาง วุฒิสภามีมติชี้ขาดอย่างชัดเจนว่า ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมคดีตามมาตรา 112 ในทุกกรณี โดยรวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนด้วย มติดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการตีความกฎหมายที่แยกแยะระหว่างความผิดทางการเมืองทั่วไปกับความผิดที่มีลักษณะพิเศษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติให้กับกระบวนการยุติธรรมและประชาชนที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าจะมีรายงานข่าวว่ามีการยกฟ้องคดี SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Interest) จำนวน 2 คดีในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อเสรีภาพในการแสดงออก แต่ขอบเขตของกฎหมายนิรโทษกรรมยังคงถูกจำกัดไว้เฉพาะคดีที่ไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 112 ทำให้คดีเหล่านี้ยังคงอยู่ภายใต้กระบวนการทางกฎหมายปกติและไม่ได้รับผลประโยชน์จากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้

ประเด็นสำคัญที่ควรจับตาคือความแตกต่างระหว่าง "การยกฟ้อง" ในคดี SLAPP ซึ่งเป็นการตัดสินโดยศาลว่าคำฟ้องนั้นไม่มีมูลหรือเป็นการฟ้องเพื่อปิดปาก กับ "สถานะของคดี" ในความผิดมาตรา 112 ที่ยังคงดำเนินต่อไปแม้ผู้ต้องหาจะได้รับประกันตัวหรือมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเช่นการปลดเครื่องติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ในบางคดีก็ตาม การที่วุฒิสภากำหนดขอบเขตไม่รวมคดีมาตรา 112 จึงเท่ากับยืนยันว่าความผิดดังกล่าวไม่อยู่ในข่ายของความขัดแย้งทางการเมืองที่สามารถคลี่คลายด้วยการนิรโทษกรรมทั่วไป แต่ยังคงต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตีความกฎหมายในอนาคตว่าคดีประเภทใดบ้างที่จะได้รับการยกเว้นจากการนิรโทษกรรมหากมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมในประเด็นอื่น ๆ

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: แนวทางตีความกฎหมายของศาล

จากการพิจารณาข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่าศาลยังคงมีบทบาทสำคัญในการแยกแยะองค์ประกอบความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง แม้ในคดีที่ไม่ใช่มาตรา 112 ศาลก็มีการพิพากษาที่แตกต่างไปตามลักษณะพฤติกรรมและหลักฐาน เช่น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมปี 2564 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 จำนวน 1 ปี 6 เดือน แต่ให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ขณะที่ในคดีความผิดเกี่ยวกับอาวุธหรือวัตถุระเบิด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุกจริงโดยไม่รอการลงโทษ เช่น คดีของ 'ไพฑูรย์' ที่ถูกจำคุก 8 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศาลยังคงใช้ดุลยพินิจอย่างเคร่งครัดต่อความรุนแรงหรือภัยต่อความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ศาลก็มีการยกฟ้องหรือลดหย่อนโทษในบางกรณีเมื่อพิจารณาว่าพฤติกรรมนั้นไม่เข้าองค์ประกอบความผิดหรือมีเหตุบรรเทาโทษ เช่น คดีของ 'ลวง' ที่ถูกยกฟ้องข้อหาทำให้เสียทรัพย์ แต่ยังคงจำคุก 'มิค' ในข้อหาเดียวกันเป็นเวลา 4 เดือน พร้อมปรับและรอการลงโทษ หรือคดีของ 'สิวนฉัตร' ที่ถูกจำคุก 8 เดือนโดยไม่รอการลงโทษในคดีหมิ่นประมาทต่อสถาบันฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้คดีจะไม่ใช่มาตรา 112 โดยตรง แต่ศาลก็ยังคงพิจารณาความร้ายแรงของพฤติกรรมและบริบททางการเมืองประกอบเสมอ การมีรายงานว่ามีคดีทางการเมืองอย่างน้อย 8 คดีที่มีการพิพากษาในเดือนมิถุนายน 2569 ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ ทั้งการจำคุก การรอการลงโทษ และการยกฟ้อง ซึ่งแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงเฉพาะตัวที่ไม่สามารถสรุปเป็นบรรทัดฐานเดียวกันได้ทั้งหมด

สถิติคำพิพากษา: ความหลากหลายของคดีทางการเมือง

จากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่าคดีทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความหลากหลาย

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: แนวทางตีความกฎหมายของศาล

ผลกระทบเชิงปฏิบัติ: แนวทางตีความกฎหมายของศาล

การที่ศาลยกฟ้องคดี SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) จำนวน 2 คดี ในเดือนมิถุนายน 2569 ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงแนวโน้มการตีความกฎหมายของศาลยุติธรรมในบริบททางการเมืองที่อ่อนไหว แม้คดีเหล่านี้จะไม่ใช่คดีอาญาทางการเมืองโดยตรง แต่การยกฟ้องชี้ให้เห็นว่าศาลเริ่มมีท่าทีปกป้องสิทธิในการแสดงออกและกระบวนการต่อสู้คดีทางการเมืองมากขึ้น โดยไม่อนุญาตให้ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการปิดปากหรือสร้างภาระทางกฎหมายแก่ผู้เห็นต่างอย่างเกินสมควร

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะเดียวกันกับที่วุฒิสภากำลังพิจารณาพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งมีการยืนยันชัดเจนว่าคดีมาตรา 112 จะไม่รวมอยู่ในขอบเขตการนิรโทษกรรมใดๆ การแยกแยะระหว่าง "คดีทางการเมืองทั่วไป" ที่อาจได้รับการเยียวยาหรือตีความอย่างยืดหยุ่น กับ "คดีมาตรา 112" ที่ยังคงถูกดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของระบบตุลาการในการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในกรณีของคดี SLAPP การยกฟ้องอาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้ผู้ถูกฟ้องสามารถต่อสู้คดีโดยอาศัยหลักการว่า การแสดงความคิดเห็นสาธารณะไม่ใช่การละเมิดสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาไปยังคดีอื่นๆ ที่มีความหลากหลายในคำพิพากษา เช่น คดีเยาวชนและคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีแนวทางการลงโทษที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การที่ศาลบางคดีให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือยกเลิกมาตรการควบคุมตัว เช่น การปลดปล่อยผู้ต้องขังในคดี 'ฟันทา' ออกจากเครื่องติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (EM) แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการพิจารณาโทษและมาตรการควบคุมตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวปฏิบัติในอนาคตว่า ศาลจะพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองและสิทธิมนุษยชนเข้ามาประกอบในการตัดสินคดีมากขึ้นเพียงใด

สถิติคำพิพากษา: ความหลากหลายของคดีทางการเมือง

สถิติคำพิพากษา: ความหลากหลายของคดีทางการเมือง

ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ระบบตุลาการไทยได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 8 คดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของบริบททางกฎหมายและข้อหาที่ถูกนำมาใช้กับประชาชนในสถานการณ์ดังกล่าว การติดตามสถิติในระยะเวลาสั้นๆ นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีคดีที่ศาลยกฟ้องหรือมีมาตรการช่วยเหลือผู้ต้องหาในบางประเด็น แต่ในขณะเดียวกัน ศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการพิพากษาโทษในคดีที่มีความรุนแรงหรือเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของทางราชการและบุคคลอื่นอย่างชัดเจน

คดีเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ข้อหาพื้นฐานไปจนถึงข้อหาที่มีโทษหนัก โดยพบว่ามีการแยกแยะความรับผิดระหว่างผู้ร่วมชุมนุมในลักษณะที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ศาลชั้นอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแยกผลระหว่างจำเลยสองราย โดยยกฟ้องข้อหาทำลายทรัพย์สินของ "หลวง" ปะยะยา แต่ยังคงยืนตามคำพิพากษาเดิมที่ลงโทษ "มีค์" พันธุ์พงศ์ จำเลยรายเดียวในข้อหาเดียวกันด้วยโทษจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 1 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศาลยังคงพิจารณาเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะราย แม้จะเป็นคดีเดียวกันก็ตาม

ในขณะเดียวกัน คดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงหรือการใช้วัตถุระเบิดยังคงได้รับโทษที่สูงและไม่มีโอกาสได้รับการรอการลงโทษ ในคดีหนึ่งศาลชั้นฎีกาได้พิพากษาจำคุก "ไพฑูรย์" เป็นเวลา 8 ปี โดยไม่รอการลงโทษ จากข้อหา possession of explosives ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาลยังคงถือว่าการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะหรือความมั่นคงถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องลงโทษทันทีโดยไม่มีการผ่อนผัน

กรณีศึกษา: คดีเยาวชนและข้อหาอื่นๆ

นอกจากคดีผู้ใหญ่แล้ว สถิติยังชี้ให้เห็นถึงกรณีของเยาวชนและคดีที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งมักเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมและองค์กรสิทธิมนุษยชน ในคดีหนึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุก "พันทา" และ "ปุ๋ย" รายละ 1 ปี 6 เดือน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ทั้งคู่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ และในคดีของ "พันทา" มีการปลดเครื่องติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ออกแล้ว ซึ่งอาจสะท้อนถึงพฤติการณ์หรือการประเมินความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับคดีเยาวชนหรือคดีที่มีลักษณะพิเศษ มีรายงานว่าการชุมนุมของประชาชนในอำเภอสะเดาซึ่งอ้างเหตุผลว่าเป็นการ "ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งรับราชการทหารโดยสงบ" ได้ส่งผลให้มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,347 คดีต่อผู้ถูกกล่าวหา แม้รายละเอียดของคำพิพากษาในคดีจำนวนมากอาจยังไม่เปิดเผยทั้งหมด แต่ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างของแนวทางการบังคับใช้กฎหมายในประเด็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ศาลชั้นอุทธรณ์ได้พิพากษาจำคุก "ศักดิ์ชัย" และ "กันพิรมย์" รายละ 2 ปี ในข้อหาพยายามวางเพลิง ซึ่งต่อมาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นฎีกา ส่วนในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ศาลชั้นฎีกาได้พิพากษาจำคุก "ศิวนาถ" เป็นเวลา 8 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ในข้อหาหมิ่นประมาทต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยจำเลยอีกสองรายในคดีเดียวกันได้รับการยกฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการตีความข้อหาหมิ่นประมาทต่อองค์กรตุลาการในแต่ละบุคคล

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: จำนวนคดีประชาชนและสถานะประกันตัว

จากข้อมูลที่มีอยู่ จำเป็นต้องตรวจสอบและยืนยันความชัดเจนในหลายประเด็นเพื่อให้ได้ภาพรวมที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ประการแรก คือ จำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองในเดือนมิถ

กรณีศึกษา: คดีเยาวชนและข้อหาอื่นๆ

กรณีสัมภาษณ์: คดีเยาวชนและข้อหาอื่นๆ

ในบริบทของการพิจารณาของวุฒิสภาต่อร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ชัดเจนว่าไม่รวมคดีตามมาตรา 112 การวิเคราะห์คำพิพากษาในคดีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฐานความผิดหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานหรือความมั่นคงระดับสูง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจขอบเขตของ "ความรุนแรง" ที่ศาลอาจพิจารณาแยกต่างหาก กรณีศึกษาของ "พันทา" และ "ฟยู่" ในข้อหาหมิ่นประมาทซึ่งถูกตัดสิทธิ์จำคุกแต่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการตีความว่า ข้อหาหมิ่นประมาทในบางบริบทอาจไม่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของรัฐในระดับที่จำเป็นต้องกักขังไว้ก่อนพิจารณา อย่างไรก็ตาม สถานะของพันทาที่ปลดปล่อยอุปกรณ์ติดตามตัว (EM) แล้ว ชี้ให้เห็นถึงความคืบหน้าในการฟื้นฟูเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้ต้องหาในคดีประเภทนี้ แม้ว่าจะยังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ก็ตาม

ในทางตรงข้าม คดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางกายภาพหรือทรัพย์สินยังคงได้รับโทษจำคุกอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการให้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม ในคดีระเบิดและทำลายทรัพย์สิน ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำพิพากษาที่เข้มงวด เช่น คดีของ "ไพทูน" ที่ได้รับโทษจำคุก 8 ปี โดยไม่มีการรอการลงโทษ ซึ่งแตกต่างจากคดีของ "ลาด" และ "กันพิลม" ในข้อหาพยายามวางเพลิงที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมปี 2564 ที่ศาลชั้นอุทธรณ์ลดโทษและให้ประกันตัวในชั้นฎีกา ส่วนคดีของ "หลวง" และ "มิค" จากเหตุการณ์ปี 2564 ศาลยังพิพากษาจำคุกมิคเป็นเวลา 4 เดือน พร้อมปรับและรอการลงโทษ ในขณะที่ยกฟ้องข้อหาของหลวง แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการประเมินเจตนาและระดับความรุนแรงของแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ คดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การชุมนุมหน้าศาลรัฐธรรมนูญในปี 2565 ศาลยังคงมีคำพิพากษาจำคุก "ศิวนาถ" เป็นเวลา 8 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ในขณะที่ยกฟ้องผู้ร่วมชุมนุมคนอื่น ๆ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า ศาลยังคงใช้ดุลพินิจแยกแยะระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลักกับผู้เข้าร่วมทั่วไปอย่างชัดเจน แม้ว่าจะไม่ใช่คดีมาตรา 112 ก็ตาม การมีอยู่ของคดีหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานจากกรณีการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทหารในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเพิ่มจำนวนเป็นกว่า 1,347 คดี ยังคงเป็นประเด็นที่รอการชี้ขาดว่า จะถูกครอบคลุมภายใต้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ หากไม่รวมมาตรา 112 แต่ยังคงรักษาความผิดฐานหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานหรือความผิดอื่น ๆ ไว้ ผู้ต้องหาในคดีเหล่านี้ยังคงต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมต่อไป

สรุปประเด็นสำคัญจากคำพิพากษาและสถานการณ์ปัจจุบันได้ดังนี้:

  • คดีหมิ่นประมาท: ศาลมีแนวโน้มให้ประกันตัวและอาจตัดจำคุกในข้อหาหมิ่นประมาททั่วไป (เช่น คดีพันทาและฟยู่) แต่ยังคงต้องตรวจสอบว่าร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจะครอบคลุมข้อหานี้หรือไม่
  • คดีความรุนแรง/ทรัพย์สิน: คดีระเบิดหรือวางเพลิงยังคงได้รับโทษจำคุกสูง (เช่น ไพทูน 8 ปี) แม้จะมีการให้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาในบางคดี (เช่น ลาดและกันพิลม)
  • คดีแสดงออกทางการเมือง: ศาลยังแยกแยะระดับความรับผิดชอบ โดยอาจจำคุกผู้นำหรือผู้กระทำหลัก (เช่น ศิวนาถ) แต่ยกฟ้องหรือลดโทษสำหรับผู้ร่วมชุมนุมรายอื่น
  • สถานะประกันตัว: ผู้ต้องหาในคดีทางการเมืองจำนวนมากยังคงได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ: จำนวนคดีประชาชนและสถานะประกันตัว

สติติคำพิพากษา: ความหลากหลายของคดีทางการเมือง

สถานการณ์ทางกฎหมายในเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการตีความข้อหาทางการเมืองผ่านกระบวนการยุติธรรม โดยศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองและข้อหาความมั่นคงอย่างน้อย 8 คดี ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่คดีเยาวชนไปจนถึงคดีที่มีโทษหนักอย่างข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิด

ในส่วนของคดีเยาวชนและคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปี 2563 พบว่าศาลยังคงใช้มาตรการทางอาญาอย่างเคร่งครัดแต่ก็เปิดช่องให้มีการประกันตัวในบางขั้นตอน ตัวอย่างเช่น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก "ศักดิ์" และ "กัมพล" คนละ 2 ปี แต่ศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา (ขึ้นอยู่กับรายละเอียดกระบวนการ) ได้มีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของดุลยพินิจระหว่างศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ในขณะเดียวกัน คดีของ "ไพฑูรย์" ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาถือครองวัตถุระเบิด ศาลชั้นสูงสุดยืนยันโทษจำคุก 8 ปี โดยไม่มีการรอการลงโทษ ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างของคดีที่มีโทษหนักและไม่สามารถขอประกันตัวได้

สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนหรือผู้กระทำผิดในบริบทที่ศาลมองว่ามีความรุนแรงน้อยกว่า เช่น คดีของ "ปันตา" และ "ฟยู้" ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (มาตรา 112) ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน แต่ทั้งสองได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยกรณีของ "ปันตา" มีการยกเลิกการใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ซึ่งอาจสะท้อนถึงพฤติกรรมการหลบหนีหรือการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลพิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงลดลง อย่างไรก็ตาม ในคดีของ "รุ้ง" ปนัสยา ศาลชั้นอุทธรณ์ได้ยกฟ้องในข้อหาทำลายทรัพย์สิน แต่ยังคงยืนยันโทษจำคุก 4 เดือน (พร้อมปรับและรอการลงโทษ) สำหรับ "มิค" พนังพงศ์ ในข้อหาเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าศาลอาจมีแนวทางการพิจารณาพยานหลักฐานหรือเจตนาของผู้กระทำผิดที่แตกต่างกันไปในแต่ละจำเลย

นอกจากนี้ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ศาลชั้นสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ของ "สิวนฉาลี" โดยตัดสินจำคุก 8 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ แต่ยกฟ้องจำเลยอีกสองราย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ทางกฎหมายแม้ในคดีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่าคำพิพากษาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการนิรโทษกรรมที่กำลังพิจารณาอยู่ในวุฒิสภาหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกำหนดขอบเขตว่าคดีมาตรา 112 ไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมในทุกกรณี

คำถามที่พบบ่อย

กฎหมายนิรโทษกรรมที่กำลังพิจารณาอยู่ในวุฒิสภา จะครอบคลุมคดีมาตรา 112 หรือไม่

วุฒิสภามีมติชัดเจนว่ากฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองจะไม่รวมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนด้วย ดังนั้นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงไม่ได้รับผลจากกฎหมายนี้

คดี SLAPP หรือการฟ้องปิดปากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างไรในปัจจุบัน

สถานการณ์คดี SLAPP ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นโดยมีกรณีศึกษาจากประชาชนในอำเภอสะเดาที่ปฏิเสธการเกณฑ์ทหารแบบไม่ใช้ความรุนแรง ทำให้จำนวนคดีที่ฟ้องปิดปากเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,347 คดี

ศาลมีแนวโน้มการตัดสินคดีแสดงออกทางการเมืองและเสรีภาพสื่ออย่างไร

ในเดือนมิถุนายน 2026 ศาลได้มีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 8 คดี โดยมีการลงโทษจำคุกทั้งในคดีเผาและคดีถือระเบิด แม้บางคดีจะมีการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ก็ตาม

แหล่งอ้างอิง

นำ AI มาใช้ในงานกฎหมายอย่างรอบคอบ

MeshLaw คือเครื่องมือจัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ แม่นยำ ตรวจสอบได้ ไม่มีการเดา

ดู MeshLaw →

← ดูบทสรุปทั้งหมด

จัดการคดีด้วย AI สำหรับทนายความ — MeshLaw ทดลองใช้ฟรี →